วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Blog เพื่อนการศึกษา

Blog เพื่อนการศึกษา

เนื้อหาใน blog นี้ เหมาะสำรับใช้เตรียมตัวสอบ ตลอดจนใช้เสริมพื้นฐานความรู้ให้แม่นยำ เพราะผู้จัดทำเชื่อเหลือเกินว่า ทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เกิดเป็นความชำนาญ ทำให้เกิดความคุ้นเคย คุ้นชิน

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ใน blog นี้ อาจจะยังไม่ครบทุกระดับชั้น เพราะผู้จัดทำ กำลังเก็บรวบรวม และทำแบบฝึกหัดขึ้นมาใหม่ อาจจะทำให้ล่าช้า ไปบ้าง ยังงัยก็ขออภัย แต่ในทุก ๆ วันจะพยายาม update ข้อสอบและแบบฝึกหัดใหม่ ๆ ให้

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

sciencep3-lesson5-exercises2

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 5 ไฟฟ้าในบ้าน - กิจกรรมที่ 2 ทบทวนเนื้อหาจากบทเรียน







sciencep3-lesson5-exercises1

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 5 ไฟฟ้าในบ้าน - กิจกรรมที่ 1 การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด





sciencep3-lesson5-test

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 5 ไฟฟ้าในบ้าน - แบบทดสอบ









sciencep3-lesson5

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 5 ไฟฟ้าในบ้าน (สรุปเนื้อหา)

Download - เนื้อหา


บทที่ 5 ไฟฟ้าในบ้าน



สรุปเนื้อหา  


      ในปัจจุบัน มนุษย์ได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน และยังช่วยให้ความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ถ้าเราสังเกตให้ดี จะเห็นว่า เครื่องมือเครื่องใช้หลายชนิดจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจึงจะสามารถทำงานได้

      ไฟฟ้ามาจากไหน
      ไฟฟ้าเป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ไฟฟ้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน มีการผลิตที่แตกต่างกัน เช่น พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมี พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสง

      การผลิตพลังงานไฟฟ้า
      พลังงานไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มาจากการผลิตที่แตกต่างกัน ดังนี้

      พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
      พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันเกือบทั้งหมดได้มาจากเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า หรือไดนาโม ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ คือ แท่งแม่เหล็ก และขดลวดทองแดง การหมุนแท่งแม่เหล็กระหว่างขดลวดทองแดง จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น หลักการสำคัญของการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คือ ทำให้แกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ การผลิตพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน มีการนำพลังงาน 2 ประเภทมาใช้ในการหมุนแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คือ ระบบพลังงานน้ำ และระบบพลังงานความร้อน
     
·       ระบบพลังงานน้ำ
การผลิตกระแสไฟฟ้าระบบพลังงานน้ำ เป็นการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำไว้ แล้วปล่อยน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เพื่อให้แรงดันน้ำไปปะทะกับกังหัน โดยที่แกนของกังหันจะหันต่อกับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เมื่อแกนของกังหันหมุน ทำให้แกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนด้วย เช่นกัน ทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้
เขื่อนที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์

·       ระบบพลังงานความร้อน
การผลิตไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนเป็นการน้ำเชื้อเพลิงมาทำให้เกิดการเผาไหม้ แล้วนำความร้อนที่เกิดขึ้นไปใช้เพื่อหมุนกังหัน ซึ่งมีแกนต่ออยู่กับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้ามีหลายชนิด มีทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส ดังนี้
1) เชื้อเพลิงของแข็ง ได้แก่ ถ่านหิน ซึ่งเกิดจากการทับถมกันของซากพืช เป็นเวลานับล้านปี ถ่านหินที่มีคุณภาพดีจะให้ความร้อนสูง ถ่านหินที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ แอนทราไซด์ ซึ่งจะให้ความร้อนสูง และทำให้เกิดมลพิษน้อย รองลงมา คือ บิทูมินัส ลิกไนต์ และถ่านพีต ตามลำดับ สำหรับถ่านหินที่พบในประเทศไทยคือ ลิกไนต์ ซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่า แอนทรไซด์ และบิทูมินัสมาก โดยพบที่บริเวณจังหวัดลำบาง และจังหวัดกระบี่ จึงมีการน้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลง คือ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และโรงไฟฟ้าลิกไนต์ กระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
2) เชื่อเพลงของเหลว ได้แก่ น้ำมันเตา และน้ำมันดีเซล ซึ่งได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ มีการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในประเทศไทยที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร แต่มีปริมาณน้อย จึงต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ
3) เชื้อเพลิงแก๊ส ได้แก่ แก๊สธรรมชาติ แก๊สธรรมชาติจะถูกส่งจากแท่นขุดเจาะมาตามท่อไปเข้าโรงแยกแก๊ส ซึ่งจะทำการแยกแก๊สเป็นประเภทต่าง ๆ จากนั้นจึงส่งแก๊สที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไปยังโรงไฟฟ้า มีการค้นพบแหล่งแก๊สธรรมชาติแหล่งใหญ่บริเวณอ่าวไทย

      พลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมี
     พลังงานไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมี เกิดจากการทำปฏิกิริยาของสารเคมี เช่น
1)   จากพืชที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด เป็นสารละลายที่นำไฟฟ้าได้ดี เมื่อนำโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า คือ สังกะสี และทองแดงมาเสียบลงในผลมะนาวที่มีน้ำมาก แล้วต่อเข้ากับหลอดไฟขนาดเล็ก จะทำให้หลอดไฟสว่าง เนื่องจากปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น
2) จากเซลล์ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ถ่านไฟฉาย ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
-      ส่วนนอก คือ ส่วนที่หุ้มถ่านไฟฉายส่วนในทั้งหมด ประกอบด้วย สังกะสี
-      ส่วนใน ประกอบด้วย ผงถ่าน แท่งถ่าน และสารเคมี ซึ่งเป็นสารละลายที่นำไฟฟ้าได้
บริเวณส่วนบนของถ่านไฟฉาย จะมีลักษณะนูนคล้ายปุ่ม ปุ่มนี้เรียกว่า ขั้วบวก ส่วนด้านที่อยู่ตรงข้ามกับขั้วบวกคือ ขั้วลบ การเกิดปฏิกิริยาเคมีในถ่านไฟฉาย ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าขึ้น ซึ่งนำไปใช้กับเครื่องใช้ ต่าง ๆ มากมาย เช่น วิทยุ กระบอกไฟฉาย นาฬิกา




ไฟฟ้าในบ้านได้มาอย่างไร
ไฟฟ้าที่เราใช้ในบ้านเรือน ส่วนใหญ่ได้มาจากโรงไฟฟ้า ซึ่งจะมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วส่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นนี้ไปตามสายส่งทางไฟฟ้าเป็นระยะ ๆ จนมาถึงอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ

แหล่งพลังงานหมุนเวียน
แหล่งพลังงานหมุนเวียน เป็นแหล่งพลังงานในธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานที่ใช้ไปในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปริมาณของเชื้อเพลงในการผลิตก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเชื้อเพลิงแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ต้องใช้เวลาในการเกิดนานนับล้านปี เพื่อลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง จึงได้มีการพัฒนาแหล่งพลังงานอื่น ๆ มาช่วยเสริมในการผลิตพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ มีดังนี้

·       พลังงานลม
ลม เป็นพลังงานในธรรมชาติที่ไม่มีวันหมด เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมโดยให้แรงลมหมุนกังหันลม ซึ่งมีแกนต่ออยู่กับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในประเทศไทยมีการติดตั้งกังหันลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่บริเวณแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ข้อเสียของการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้กังหันลม คือ ทำให้เกิดเสียงดัง

·       พลังงานจากคลื่นน้ำ
พลังงานจากคลื่นน้ำจากทะเล และมหาสมุทร ไปหมุนแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เมื่อแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้

·       พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง
น้ำขึ้นน้ำลงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาริที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มนุษย์จึงได้คิดค้นวิธีที่จะนำพลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงมาผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยสร้างเขื่อนยาวปิดปากอ่าวที่มีความกว้างไม่มากนัก โดยเว้นช่องใต้เขื่อนไว้ให้น้ำไหลเข้า – ออกได้ ภายในช่องใต้เขื่อนจะมีกังหัน ซึ่งมีแกนต่ออยู่กับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันนี้จะหมุนขณะที่น้ำขึ้นและน้ำลง กล่าวคือ ขณะที่น้ำขึ้น กระแสน้ำจะไหลผ่านกังหันที่ติดตั้งไว้ใต้เขื่อน ทำให้แกนของเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าหมุน และขณะน้ำลง น้ำในอ่านจะไหลออกสู่ทะเลโดยผ่านทางใต้เขื่อน ทำให้แกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนอีกครั้ง ข้อจำกัดของการผลิตกระแสไฟฟ้าแบบนี้ คือ จะต้องเป็นบริเวณที่อยู่ติดทะเล และมีลักษณะเป็นอ่าวที่ใหญ่พอ แต่มีปากอ่าวที่ไม่กว้างมากนัก และมีความต่างของระดับน้ำสูงสุด และต่ำสุดไม่น้อยกว่า 10 เมตร

·       พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ
โดยนำไอน้ำจากแหล่งความร้อนที่มีไอน้ำอยู่มาใช้ในการหมุนกังหันที่มีแกนต่ออยู่กับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ในปัจจุบัน มีการใช้พลังงานความร้อนจากใต้พิภพมาผลิตกระแสไฟฟ้าที่อำเภอฝาก จังหวัดเชียงใหม่
ถึงแม้ว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลม พลังงานจากคลื่นน้ำ พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานความร้อนใต้พิภพ จะผลิตได้ในปริมารน้อยเมื่อเทียบกับระบบพลังงานน้ำ และระบบพลังงานความร้อน แต่ก็มีประโยชน์ในการช่วยลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงต่าง ๆ ลงได้อย่างมาก

เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
ในปัจจุบัน ไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งนี้เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานรูปอื่น ๆ ได้ เช่น พลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน พลังงานแสง พลังงานเสียง มนุษย์จึงได้ประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นมามากมาย เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงานและเพื่ออำนวยความสะดวก ตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบ้านมีดังนี้
1)    เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เช่น เตารีดไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน
2)  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสง เช่น หลอดไฟ ซึ่งมีทั้งหลอดมีไส้ และหลอดฟลูออเรสเซนซ์
3)   เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียง เช่น วิทยุ กระดิ่งไฟฟ้า ไมโครโฟน
4)  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแงและเสียง เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์
5)  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ซึ่งสามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลนั้น ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่เรียกว่า มอเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ เช่น พัดลม เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เครื่องซักผ้า

การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย
การประหยัดไฟฟ้า หมายถึง การใช้กระแสไฟฟ้าตามความจำเป็นอย่างคุ้มค่า ซึ่งจะทำให้ประมาณการใช้กระแสไฟฟ้าลดลงจากที่เคยใช้ตามสบาย เราสามารถตรวจสอบปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าในบ้านได้โดยดูจากมิเตอร์ไฟฟ้า ถ้ามีการใช้กระแสไฟฟ้ามาก ตัวเลขบนมิเตอร์ไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นเร็ว ถ้ามีการใช้กระแสไฟฟ้าน้อย ตัวเลขบนมิเตอร์ฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ




วิธีการประหยัดไฟฟ้า

ประเภทให้ความร้อน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนจะใช้ไฟฟ้ามากกว่าประเภทอื่น ๆ เครื่องใช้ประเภทนี้ที่ใช้อยู่บ่อย ๆ ตามบ้านเรือน เช่น เตารีด หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น กาต้มน้ำไฟฟ้า ซึ่งวิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อนอย่างประหยัด สามารถทำได้ดังนี้
·       เตารีด
-      รีดผ้าบาง ๆ ก่อน ขณะที่เตารีดยังไม่ร้อนจัด
-      รีดผ้าครั้งละมาก ๆ และรีดผ้าติดต่อกันจนเสร็จ
-      เลิกพฤติกรรมการรีดผ้าขณะดูโทรทัศน์ เพราะจะทำให้ใช้เวลาในการรีดผ้านาน
-      อย่าพรมน้ำจนชุ่มมากเกินไป
-      การตกผ้าควนจัดผ้าที่ตากให้ยับน้อยที่สุด เพื่อลดเวลาในการรีด
-      ถอดปลั๊กออกก่อนรีดผ้าเสร็จประมาณ 2 – 3 นาที
·       หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
-      ไม่เปิดฝาหม้อขณะที่ข้าวยังไม่สุก
-      ถอดปลั๊กออกทันทีที่เลิกใช้งาน
-      หุงข้าวให้พอดีกับจำนวนคนที่รับประทาน
-      เลือกขนาดหม้อหุงข้าวให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว
·       เตาไฟฟ้า
-      วางแผนการใช้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง
-      เตรียมอาหารและอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเปิดสวิตซ์
-      เลือกใช้ภาชนะให้พอดีกับขนาดของเตา เพื่อให้อาหารได้รับความร้อนเต็มที่ จะได้สุกเร็ว
-      ถ้าเป็นอาหารแช่แข็ง ควรทำให้หายแข็งก่อน เช่น อาหารแช่แข็งที่จะนำมาปรุง ควรนำออกมาจากช่องแข็งและเอามาไว้ชั้นล่างตู้เย็นก่อน
-      เลือกใช้ระดับความร้อนให้เหมาะสมกับการปรุงอาหารแต่ละอย่าง
-      ปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กเมื่อปรุงอาหารใกล้เสร็จเล็กน้อย
·       กาต้มน้ำไฟฟ้า
-      ต้มน้ำในปริมาณที่เพียงพอกับปริมาณการใช้
-      อย่านำน้ำเย็นไปต้มในทันที
-      เลือกซื้อกาต้มน้ำไฟฟ้าชนิดที่มีฉนวนกันความร้อน
-      ถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้

ประเภทให้แสงสว่าง
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง ได้แก่ หลอดไฟ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หลอดฟลูออเรสเซนซ์ หรือหลอดนีออนและหลอดไส้ ซึ่งวิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้แสงสว่างอย่างประหยัด ต้องคำนึงถึงหลักการดังนี้
·       การเลือกใช้หลอดไฟ
-      ควรเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนซ์แทนหลอดไส้ เพราะให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไส้ และมีอายุการใช้งานนานกว่า
-      เลือกใช้หลอดไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ใช้หลอดไฟวัตต์ต่ำ เพื่อจะได้กินไฟน้อยในบริเวณที่ไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างมาก เช่น ทางเดิน ระเบียง ห้องน้ำ
·       วิธีการใช้
-      ถ้าทำงานคนเดียวที่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง ควรใช้โคมไฟแทนการเปิดไฟสว่างทั้งห้อง
-      หมั่นทำความสะอาดตัวหลอดไฟไม่ให้มีฝุ่นละอองจับ เพราะจะทำให้แสงสว่างของหลอดไฟน้อยลง
-      ปิดไฟทุกดวงเมื่อไม่ได้ใช้งาน
·       การจัดสภาพแวดล้อม
-      ผนังห้องควรใช้สีอ่อน เพื่อเพิ่มการสะท้อนของแสง ห้องจะดูสว่างขึ้น หากใช้สีทึบ จะดูดกลืนแสงทำให้ดูมืด
-      ในเวลากลางวัน ควรเปิดหน้าต่างหรือผ้าม่าน เพื่อให้แสงจากภายนอกผ่านเข้าตัวบ้าน จะได้ไม่ต้องเปิดไฟในเวลากลางวัน

ประเภทให้พลังงานกลและประเภทอื่น ๆ
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ มักเป็นเครื่องผ่อนแรง เครื่องอำนวยความสะดวก หรือให้ความบันเทิง เช่น พัดลม เครื่องเป่าผม เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องดูดฝุ่น ซึ่งวิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้อย่างประหยัด สามารถทำได้ดังนี้
·       พัดลม
-      เลือกขนาดให้เหมาะสมกับการใช้งาน
-      ปรับระดับความเร็วให้เหมาะสม ยิ่งเปิดพัดลมแรงขึ้น ก็ยิ่งใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
-      เปิดเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น เมือเลิกใช้ควรปิดทันที
-      ถ้าใช้พัดลมที่มีระบบรีโมทคอนโทรลต้องถอดปลั๊กออกทันทีที่เลิกใช้งาน
·       เครื่องเป่าผม
-      ก่อนใช้เครื่องเป่าผม ควรเช็ดผมให้หมาดก่อน
-      ขณะเป่าผม ควรขยี้ผมไปด้วย เพื่อให้ได้รับความร้อนอย่างทั่วถึง
-      อย่าใช้เครื่องเป่าผมกับงานผิดประเภท เชน ใช้เป่าเสื้อผ้าให้แห้ง
-      หากต้องการเป่าผมให้แห้งโดยไม่ต้องการจัดแต่งทรงผม ควรใช้ลมเย็น จะประหยัดไฟฟ้ามากกว่าลมร้อน
·       เครื่องปรับอากาศ
-      เลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของห้อง และเลือกแบบประหยัดไฟเบอร์ 5
-      เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศควรปิดประตูและหน้าต่างทุบานให้สนิท เพื่อไม่ให้ความเย็นถ่ายเทออกไปนองห้อง
-      ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม ให้ร่างกายรู้สึกสบายโดยไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และ ทุก ๆ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จาก 25 องศาเซลเซียส จะช่วยประหยัดไฟ แต่ไม่ควรเกิน 28 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้ไม่รู้สึกเย็น แต่เครื่องยังคงทำงานอยู่
-      ถ้าไม่อยู่ในห้องนาน ๆ (มากกว่า 1 ชั่วโมง) ควรปิดเครื่องปรับอากาศ
-      ไม่ควรปลูกต้นไม้ หรือตากผ้าในห้องที่มีการใช้งานเครื่องปรับอากาศ เพราะเป็นการเพิ่มความชื้น ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น
·       ตู้เย็น
-      ควรเลือกให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว และคำนึกถึงความสะดวกในการเลือกซื้ออาหารสด เช่น อยู่ใกล้ตลาดก็ไม่ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่มาก เพราะจะทำให้เปลืองไฟ
-      ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนังทั้งด้านหลัง และด้านข้าง อย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น และยังช่วยประหยัดไฟอีกด้วย
-      ควรเลือกใช้ตู้เย็นชนิดกดปุ่มละลายน้ำแข็ง ซึ่งจะประหยัดไฟมากกว่าชนิดละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ
-      ไม่นำอาหารร้อนหรือที่ยังอุ่นไปแช่ในตู้เย็น
-      ไม่เปิด – ปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ และไม่เปิดตู้เย็นค้างไว้เป็นเวลานาน ๆ
-      อย่าตั้งตู้เย็นใกล้บริเวณที่ได้รับความร้อน เช่น ใกล้เตาแก๊ส หม้อหุงข้าว หรือถูกแสงอาทิตย์โดยตรง เพราะจะทำให้ตู้เย็นระบายความร้อนได้ไม่ดี
·       โทรทัศน์
-      ไม่ควรเปิดโทรทัศน์หลายเครื่องเพื่อดูรายการเดียวกันในเวลาเดียวกัน
-      ไม่ควรปรับจอภาพให้สว่างเกินไป เพราะหลอดภาพจะมีการยุการใช้งานสั่น และยังทำให้สิ้นเปลืองไฟ
-      ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ล่วงหน้า เพื่อรอดูรายการที่ชื่นชอบ ควรเปิดดูเมื่อถึงเวลา จะได้ไม่เปลืองไฟ
-      ไม่ควรปิดโทรทัศน์โดยใช้รีโมทคอนโทรล เพราะจะทำให้เปลืองไฟ ควรปิดสวิตซ์ที่ตัวเครื่อง และถอดปลั๊กออกให้เรียบร้อย
·       วิทยุและเครื่องเสียง
-      เลือกซื้อรุ่นที่เหมาะกับการใช้งาน ไม่ควรซื้อรุ่นที่มีระบบการทำงานหลายอย่าง เพราะจะเปลืองไฟมากกว่าระบบธรรมดา
-      ไม่ควรตั้งวิทยุและเครื่องเสียงใกล้กับเตาไมโครเวฟ เพราะจะทำให้คลื่นไมโคเวฟรบกวน
-      ไม่เปิดวิทยุและเครื่องเสียงทิ้งไว้ โดยไม่ได้สนใจฟัง
-      ไม่ปิดเครื่องโดยใช้รีโมทคอนโทรล ให้ปิดสวิตซ์ที่ตัวเครื่องแทน
-      ปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน
·       เครื่องซักผ้า
-      ควรตากผ้าในที่ที่มีแสงแดด หรือในที่ที่มีลมพัดผ่าน แทนการใช้ระบบอบแห้งของเครื่องซักผ้า เพราะเครื่องซักผ้าแบบที่มีเครื่องอบแห้งในตัวจะเปลืองไฟมากกว่าแบบธรรมดา
-      ใช้เครื่องซักผ้าเมื่อมีเสื้อผ้ามากพอเหมาะกับขนาดของเครื่อง
-      เลือกขนาดและประเภทของเครื่องซักผ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน
·       เครื่องดูดฝุ่น
-      เลือกขนาดของเครื่องดูดฝุ่นให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น พื้นที่เป็นพรม หรือเก้าอี้ที่ทำด้วยผ้า ควรใช้เครื่องที่มีกำลังดูดสูง แต่ถ้าเป็นพื้นทั่ว ๆ ไป ไม่ควรใช้เครื่องที่มีกำลังดูดสูง
-      เมื่อดูดฝุ่นแล้ว ควรเทฝุ่นผงทิ้งทุกครั้ง เพื่อให้เครื่องมีแรงดึงดูดดี จะได้ไม่เปลืองไฟฟ้า
-      ควรถอดตัวกรอง หรือตะแกรงดักฝุ่นออกมาทำความสะอาด เพราะถ้าอุดตันจะทำให้เครื่องดูดฝุ่นได้ไม่เต็มที่ จะทำให้เปลืองไฟ
·       คอมพิวเตอร์
-      ปิดจอภาพเมื่อไม่ใช้งานเกิน 15 นาที
-      ไม่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้นาน ๆ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองไฟฟ้า
-      ถอดปลั๊กเมื่อเลิกใช้งาน

การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง
ในปัจจุบันมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในการใช้นั้นนอกจากจะคำนึงถึงเรื่องการประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้เป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากอันตรายจากกระแสไฟฟ้าจะสร้างความเสียหายให้กับชีวิต และทรัพย์สินของเราได้ หากใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งวิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องและปลอดภัยมีดังนี้
·       เตารีด
-      รอให้เตารีดเย็นก่อนจึงเก็บเข้าที่
-      ระวังอย่าให้ส่วนที่ร้อนสัมผัสสายไฟ เพราะจะทำให้ฉนวนหุ้มสายชำรุดเสียหายได้
·       หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
-      เช็ดด้านนอกของหม้อชั้นในให้แห้งก่อนวางลงในหม้อชั้นนอก
-      ตรวจดูด้านในของหม้อชั้นนอกว่ามีวัสดุอื่นหรือเศษผงหรือไม่ ถ้ามีให้เอาออกเพราะอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและถ่ายเทความร้อนไม่ดี
-      ถ้ากดสวิตซ์แล้วสวิตซ์ดีดตัวกลับขึ้นมา ไม่ควรหาสิ่งใดมากดทับให้ส่งซ่อมทันที
·       กาต้มน้ำไฟฟ้า
-      เลือกใช้ชนิดที่มีเครื่องตัดไฟอัตโนมัติ
-      ตรวจดูปริมาณน้ำในกาอยู่เสมอ
·       เตาไฟฟ้า
-      ถ้าเป็นแบบขดลวดต้องระวังอย่าให้วัสดุต่าง ๆ หล่นลงไปในขดลวด และถ้าลวดขาขาดควรเปลี่ยนใหม่ อย่านำมาเกี่ยวต่อกันแล้วใช้ต่อ
-      เมื่อใช้เสร็จแล้วต้องปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กทันที
·       เครื่องปั่นน้ำผลไม้
-      ใส่ของที่จะปั่นแต่พอควร ไม่มากเกินไป
-      ขณะที่ใบพัดหมุน ห้ามใช้นิ้วมือหรือสิ่งของอื่น ๆ ช่วยเขี่ยเด็ดขาด
-      ปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กทันทีเมื่อไม่ใช้งาน
·       สว่านไฟฟ้า กบไฟฟ้า เลื่อยไฟฟ้า
-      สวมถุงมือขณะใช้งาน เพื่อให้จับได้กระชับ
-      ตรวจสภาพส่วนประกอบต่าง ๆ โดยเฉพาะส่วนที่มีการเคลื่อนไหวว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และขันให้แน่น เพื่อป้องกันอันตราย
·       เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า
-      เพื่อความปลอดภัยควรเลือกชนิดที่มีสายดิน
-      สวมรองเท้ายางในขณะตัดหญ้า
-      ไม่ควรตัดหญ้าในขณะที่พื้นหญ้าเปียกชื้น
-      ถ้าพบว่ามีไฟรั่วต้องรีบส่งซ่อมทันที




***ข้อควรทราบ
     อันตรายจากการใช้ไฟฟ้า
1)    ไฟฟ้าดูด เกิดจากการที่ร่างกายของเราเปียกแล้วไปสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้ากระแสไฟฟ้าจำนวนน้อยไหลเข้าสู่ร่างกายจะทำให้รู้สึกชา และถ้ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ร่างกายมากจะทำให้เสียชีวิตได้
2)  ไฟฟ้าลัดวงจร เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไม่ครบวงจร หรือเกิดจากสายไฟชำรุด เป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ได้

จะเห็นว่า อันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะไฟรั่ว ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการต่อสายดินหรือติดตั้งสวิตซ์ตัดวงจรอัตโนมัติ และที่สำคัญ คือ ไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่มือเปียก ส่วนอันตรายจากการทำงานของเครื่อง เช่น ความร้อนที่ออกมาหรือจากการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วน  ต่าง ๆ นั้น ผู้ใช้จะต้องระมัดระวังในการใช้งานเอง และปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ อย่างเคร่งครัด








sciencep3-lesson4-exercises4

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - กิจกรรมที่ 4 ความเข้าใจ (การเคลื่อนที่)






sciencep3-lesson4-exercises3

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - กิจกรรมที่ 3 - ความเข้าใจ (การเคลื่อนที่)







sciencep3-lesson4-exercises1

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - กิจกรรมที่ 2 ทบทวน ความเข้าใจ (แรงโน้มถ่วง)






ciencep3-lesson4-exercises1

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - กิจกรรมที่ 1 - ความเข้าใจ (แรงโน้มถ่วง)





sciencep3-lesson4-test

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - แบบทดสอบ










sciencep3-lesson4

ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ (สรุปเนื้อหา)

Download - เนื้อหา


บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่



สรุปเนื้อหา  


แรงโน้มถ่วงของโลก

      เมื่อนักเรียนลองปล่อยยางลบ หรือวัตถุอื่น ๆ ลงสู่พื้น หรือโยนขึ้นไปในอากาศโดยออกแรงโยนให้สูงที่สุด แล้วสังเกต จะพบว่า ยางลบหรือวัตถุต่าง ๆ จะตงลงสู่พื้นไม่ว่าจะออกแรงโยนวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ไปในทิศทางด วัตถุก็จะตกลงสู่พื้นโลกเสมอ

*** เซอร์ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วง จากการสังเกตการตกของผลแอปเปิลในขณะที่เขานั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิล

      การที่วัตถุตกลงสู่พื้นโลกเสมอ แสดงว่ามีแรงมากระทำต่อวัตถุ ซึ่งแรงที่กระทำกับวัตถุแล้วทำให้วัตถุตกลงสู่พื้นโลกได้ก็คือ แรงโน้มถ่วงของโลก
     
      ทำไมวัตถุต่าง ๆ ไม่ลอยออกไปนอกโลก
      การที่วัตถุต่าง ๆ ไม่ลอยออกไปนอกโลก เนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงมากระทำต่อวัตถุ แรงโน้มถ่วงเป็นแรงที่มีอิทธิพลต่อวัตถุทุกชนิดบนโลก เพราะช่วยดึงดูดวัตถุต่าง ๆ ไม่ให้หลุดลอยออกไปนอกโลก นอกจากนี้แล้ว แรงโน้มถ่วง ยังทำให้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น กระโดดร่ม ลงบันได
      แรงโน้มถ่วง เป็นแรงที่เกิดจากการดึงดูดกันระหว่าง วัตถุกับวัตถุ โดยวัตถุที่มีขนาดใหญ่สามารถออกแรงดึงดูดวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่าให้เข้าหากันได้ ซึ่งวัตถุที่สามารถออกแรงดึงดูดวัตถุอื่นให้เข้าหาได้นั้นจะต้องเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ เช่น โลกของเรา ซึ่งเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่ สามารถออกแรงดึงดูดวัตถุต่าง ๆ ให้เข้าสู่ศูนย์กลางของโลกได้ จึงทำให้วัตถุต่าง ๆ บนโลกตกลงสู่พื้นเสมอ ไม่สามารถลอยอยู่ในอากาศหรือหลุดออกไปอยู่นอกโลกได้ ยกเว้นถ้ามีแรงอื่นที่มีอิทธิพลมากกว่าแรงโน้มถ่วงมากระทำ
      นอกจากแรงโน้มถ่วงจะทำให้วัตถุต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกตกลงสู่พื้นโลกเสมอ แรงโน้มถ่วงยังสามารถออกแรงดึงดูดวัตถุที่อยู่นอกโลกให้เคลื่อนที่รอบโลกได้อีกด้วย เช่น แรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดดวงจันทร์ ซึ่งอยู่นอกโลกให้เคลื่อนที่เป็นวงโคจรรอบ ๆ โลก

      น้ำหนัก
      วัตถุทุกชนิดบนโลกจะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดเข้าหาพื้นโลกเสมอ ดังนั้นการที่เราจะทำให้วัตถุอยู่เหนือจากพื้นได้นั้น เราจะต้องออกแรงกระทำเพื่อยกวัตถุขึ้นมา ซึ่งแรงที่เรากระทำนั้น จะเป็นแรงที่ต้านกับแรงดึงดูดของโลก ดังนั้นเราจึงรู้สึกหนักเมื่อออกแรงยกวัตถุ หรือสิ่งของ เนื่องจากโลกออกแรงดึงดูดวัตถุ หรือสิ่งของในทิศทางลงสู่พื้นโลก ในขณะที่เราต้องออกแรงยกวัตถุหรือสิ่งของที่โลกดึงดูดไว้ขึ้นมา ซึ่งเป็นการออกแรงในทิศทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก เราจึงรู้สึกว่า วัตถุหรือสิ่งของนั้นมีน้ำหนัก หรืออาจกล่าวได้ว่า น้ำหนักก็คือแรงที่โลกดึงดูดวัตถุหรือสิ่งของนั้น ๆ ให้เคลื่อนที่ลงสู่พื้นโลกนั่นเอง

      มวล
      มวล หมายถึง ปริมาณของเนื้อสารที่มีอยู่ในวัตถุ โดยวัตถุที่มีเนื้อสารมาก หรือมีมวลมาก ก็จะมีน้ำหนักมาก เช่น คนอ้วนจะมีมวลมากกว่าคนผอม ดังนั้นคนอ้วนจึงมีน้ำหนักมากกว่าคนผอม
      เราสามารถทราบมวลของวัตถุได้โดยการนำวัตถุมาชั่ง โดยใช้เครื่องชั่งซึ่งมีอยู่หลายแบบ เครื่องชั้นแต่ละแบบนั้น เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภทแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของวัตถุที่นำมาชั่ง
      มวลของวัตถุมีหน่วยวัดเป็น กิโลกรัม ส่วนน้ำหนักมีหน่วยวัดเป็น นิวตัน (N) (มีที่มาจากชื่อของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน ที่เป็นผู้คนพบแรงโน้มถ่วงของโลก) เครื่องชั่งน้ำหนักส่วนใหญ่มักจะบอกหน่วยวัดในหน่วยของมวล คือ กรัม หรือกิโลกรัม ยกเว้นเครื่องชั่งบางชนิด เช่น เครื่องชั่งสปริง ซึ่งบอกหน่วยวัดเป็นนิวตัน การซื้อขายของหลายชนิดจะใช้น้ำหนักคิดราคา นอกจากนี้แล้วเรายังใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์ในการแบ่งรุ่นนักกีฬา เช่น ยกน้ำหนัก ชกมวย

*** ข้อควรทราบ
      แรงโน้มถ่วงบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ มีค่าไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อเราชั่งน้ำหนักบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ น้ำหนักที่ได้จึงไม่เท่ากัน เช่น แรงโน้มถ่วงบนดวงจันทร์มีค่าน้อยกว่าแรงโน้มถ่วงบนโลกถึง 6 เท่า เมื่อเราชั่งน้ำหนักบนดวงจันทร์น้ำหนักจึงลดลงไปถึง 6 เท่าด้วย แต่มวลของวัตถุยังคงเท่าเดิม

การตกของวัตถุ
      วัตถุหรือสิ่งของต่าง ๆ จะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำ ทำให้วัตถุหรือสิ่งของต่าง ๆ ตกลงสู่พื้นโลกเสมอ แล้วทราบหรือไม่ว่า แรงโน้มถ่วงที่กระทำกับวัตถุแต่ละชนิดมีค่าเท่ากันหรือไม่

      การตกของวัตถุ 2 ชนิด
      ที่ระดับความสูงเดียวกันบนโลก วัตถุแต่ละชนิดจะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำด้วยแรงที่เท่ากัน ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีน้ำหนักมาก หรือน้อยก็ตาม ดังนั้น ถ้าไม่มีแรงอื่น ๆ มาเกี่ยวข้อง เมื่อเราปล่อยวัตถุ 2 ชิ้น ในเวลาที่พร้อมกัน ที่ระดับความสูงเท่ากัน วัตถุทั้งสองจะตกถึงพื้นในเวลาพร้อมกัน ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีน้ำหนักเท่ากันหรือไม่

***หมายเหตุ
      กาลิเลโอ กาลิเลอิ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน เป็นผู้ทำการทดลอง และค้นพบว่า แรงโน้มถ่วงดึงดดูดวัตถุด้วยความเร่งเท่ากัน จึงทำให้วัตถุตกลงมาด้วยความเร่งคงที่ นั่นคือ วัตถุใด ๆ เมื่อปล่อยจากที่สูงเท่ากันในเวลาพร้อมกัน จะตกถึงพื้นพร้อมกัน ไม่ว่าวัตถุนั้นจะหนักเท่ากันหรือไม่ก็ตาม
      ปัจจัยที่มีผลต่อการตกของวัตถุ
      เราทราบมาแล้วว่า การตกของวัตถุนั้นจะตกลงมาสู่พื้นในทิศทางเดียวกับแรงโน้มถ่วงของโลก นอกจากนี้แล้ว ในการตกของวัตถุ ยังมีแรงอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย แรงนั้นก็คือ แรงต้านของอากาศ โดยที่แรงต้านของอากาศจะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ลงสู่พื้นช้าลง วัตถุที่มีขนาดใหญ่มีรูปร่างแบน ๆ จะมีแรงต้านของอากาศมาก จึงตกลงสู่พื้นได้ช้ากว่าวัตถุที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเพรียวบาง หรือมีลักษณะเป็นก้อน เช่น กระดาษที่เป็นแผ่น ๆ จะตกลงสู่พื้นได้ช้ากว่ากระดาษที่ขยำเป็นก้อน ๆ เนื่องจากกระดาษที่เป็นแผ่น จะมีแรงต้านของอากาศมากกว่านั่นเอง

      แรงโน้มถ่วงกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ
      สิ่งต่าง ๆ บนโลก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม จะมีแรงโน้มถ่วงกระทำอยู่ตลอดเวลา การเกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติก็เช่นเดียวกัน ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วง เช่น ฝนตก ฝนดาวตก หลุมอุกกาบาต ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วง มีดังนี้

      ฝนตก
      แรงโน้มถ่วงทำให้น้ำฝนตกลงสู่พื้นดิน แรงกระทบของน้ำฝนตนที่ตงลงบนพื้นดิน จะทำให้ขนาดของเม็ดดินเล็กลง ดินละเอียดขึ้น และแน่นขึ้น นอกจากนี้แล้วยังทำให้หน้าดินถูกชะไปอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นหน้าดินที่มีความลาดเอียง หน้าดินก็จะถูกชะไปได้ง่าย เพื่อเป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะไป จึงใช้วิธีการเพาะปลูกพืชตามแนวขั้นบันได เพื่อชะลอการไหลของน้ำ และช่วยป้องกันหน้าดินไม่ให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์

      หินถล่ม
      ในธรรมชาติภูเขาประกอบไปด้วยดินและหินจำนวนมาก ดังนั้น ถนนที่ตัดเลียบไปตามไหล่เขาจึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากหินถล่ม หรือดินถล่ม ถนนที่ตัดเลียบไปตามไหล่เขาบางแห่งจึงมีป้ายเตือนให้ระวังหินถล่ม เพื่อให้ผู้ที่ใช้เส้นทางดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น

      ดาวตกและฝนดาวตก
      ในท้องฟ้ามีสะเก็ดดาวเล็ก ๆ อยู่มากมาย เมื่อโลกโคจรเข้ามาใกล้ ก็จะดึงดูดสะเก็ดดาวเหล่านั้นให้ตกลงมาบนพื้นโลก แต่เนื่องจากสะเก็ดดาวมีขนาดเล็ก จึงถูกเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศ เราจะมองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นแสงสว่างเล็กบนท้องฟ้าที่เรียกว่า ดาวตก หรือถ้ามีเป็นจำนวนมาก เหมือนสายฝน ก็จะเรียกว่า ฝนดาวตก
      หลุมอุกกาบาต
      หลุมอุกกาบาต เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก ดึงดูดสะเก็ดดาวให้ตกลงมาบนพื้นโลก โดยที่แรงโน้มถ่วงของโลกจะทำให้สะเก็ดดาวตกลงมาด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดการเสียดสีในชั้นบรรยากาศ และเกิดการเผาไหม้ก่อนที่จะตกลงมาบนพื้นโลก แต่เนื่องจากสะเก็ดดาวมีขนาดใหญ่มาก เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศไม่หมด จึงตกลงมากระทบพื้นผิวโลก จนเป็นหลุมลึกที่เรียกว่า หลุมอุกกาบาต

      ธารน้ำแข็ง
      บริเวณภูเขาที่มีอากาศหนาวเย็นมาก ๆ ในฤดูหนาว หิมะจะจับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ ทำให้มีน้ำหนักมาก เมื่อถูกแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำ ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่จึงเคลื่อนตัวลงมาตามไหล่เขาในทิศทางเดียวกับแรงโน้มถ่วง ในขณะเคลื่อนตัวลงมา ก็จะเกิดการกระทบกระแทก ทำให้หินหรือสิ่งกีดขวางในเส้นทางเกิดการพังทลาย ทำให้เกิดเป็นช่องทาง เราจึงเรียกว่า ธารน้ำแข็ง

      อุทกภัย
      แรงโน้มถ่วงทำให้น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ กระแสน้ำจะกัดเซาจนเกิดเป็นร่องน้ำ ถ้าปริมาณน้ำที่ไหลลงมามีปริมาณน้ำมาก ๆ และกระแสน้ำมีความแรงมาก จะสร้างความเสียหายแก่พื้นที่ที่กระแสน้ำไหลผ่านไป เราเรียกภัยที่เกิดจากน้ำนี้ว่า อุทกภัย

      ประโยชน์และโทษของแรงโน้มถ่วง
      ในชีวิตประจำวันของเราต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีแรงโน้มถ่วงมาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น เช่น การแกว่งของชิงช้า การเล่นกระดานลื่น กิจกรรมบางอย่างก็ได้รับประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง และกิจกรรมบางอย่างอาจเกิดจากโทษหรือผลเสียของแรงโน้มถ่วง

      ประโยชน์ของแรงโน้มถ่วง
      แรงโน้มถ่วงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หลายประการ เช่น
-      ช่วยให้วัตถุหรือสิ่งของต่าง ๆ ไม่หลุดลอยออกไปนอกโลก ทำให้เราอาศัยอยู่บนโลกนี้ได้ ไม่หลุดลอยออกไปในอวกาศนอกโลก
-      ช่วยให้เราออกแรงน้อยลงเวลาที่เคลื่อนที่จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เช่น เดินลงบันได เล่นสกี เล่นกระดานลื่น
-      แรงโน้มถ่วงของโลกทำให้น้ำฝนตกลงมา เราจึงมีน้ำฝนไว้ใช้ในการบริโภค และอุปโภค นอกจากนี้แล้ว น้ำฝนยังช่วยชะล้างฝุ่นละอองในอากาศให้ตกลงมาด้วย ทำให้อากาศสะอาด เราจึงรู้สึกสดชื่นหลังจากฝนตกใหม่ ๆ
-      ในสมัยก่อนไม่มีโรงสีในการสีข้าว ชานาอาศัยแรงลมและแรงโน้มถ่วงในการฝัดข้าว โดยนำข้าวเปลือกมาตำในครกขนาดใหญ่ ตำจนกว่าเปลือกข้าวจะหลุดออกมา เมื่อตำเสร็จแล้วก็จะแยกเปลือกออกจากเมล็ดข้าว โดยนำข้าวที่ตำไปใส่กระด้ง ส่ายกระด้งไปมา พร้อมทั้งโยนข้าวในกระด้งให้ลอยขึ้นไปในอากาศแล้วรับ เป็นการอาศัยแรงลมพัดพาเปลือกข้าวที่เบาให้ลอยออกจากกระด้ง และรับเมล็ดข้าวที่หนักกว่าให้ตกกลับลงมาในกระด้งตามแรงโน้มถ่วงของโลก


โทษของแรงโน้มถ่วง
แรงโน้มถ่วงทำให้เกิดโทษหรืออันตรายได้ เช่น
-      ในขณะที่เราต้องออกแรงต้านกับแรงโน้มถ่วง ทำให้เรารู้สึกเมื่อยและเหนื่อย เช่น เดินขึ้นบันได ยกของที่มีน้ำหนักมาก ๆ
-      ทำให้เราได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายเวลาที่สะดุดลม ตกต้นไม้ หรือตกจากที่สูง ๆ
-      ทำให้วัตถุหรือสิ่งของตกหล่นเสียหายจากการกระแทกกับพื้น
-      แรงโน้มถ่วงดึงดูดฝุ่นละอองในอากาศให้ตกลงมาจับบนหลังตู้ บนโต๊ะ ทำให้เกิดความสกปรก
-      แรงโน้มถ่วงทำให้วัตถุตกลงสู่พื้นโลกเสมอ สร้างความเสียกายได้อย่างมาก เช่น เครื่องบินตก

การเคลื่อนที่
      การเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ เช่น ลูกฟุตบอล ลูกปิงปอง หรือห่วงยาง เกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีแรงกระทำต่อวัตถุ ทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ โดยเปลี่ยนจากหยุดนิ่งเป็นเคลื่อนที่ เปลี่ยนจากเคลื่อนที่เป็นหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและทิศทางของแรงที่กระทำต่อวัตถุ

      แรง
      แรง คือ สิ่งที่พยายามทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น เปลี่ยนแปลงจากสภาพที่หยุดนิ่งให้เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนจากสภาพเคลื่อนที่อยู่แล้วให้หยุดนิ่ง เคลื่อนที่เร็วขึ้น เคลื่อนที่ช้าลง หรือเปลี่ยนทิศทางในการเคลื่อนที่

      แรงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1)    แรงที่เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้
o  แรงที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น แรงน้ำ แรงลม แรงโน้มถ่วงของโลก แรงแม่เหล็ก
o  แรงที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต เป็นแรงที่เกิดจากกล้ามเนื้อของมนุษย์หรือกล้ามเนื้อของสัตว์ เช่น แรงที่คนปั่นจักรยาน ยกของ เตะฟุตบอล
2)  แรงที่เกิดจากเครื่องจักร หรือเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น แรงที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์ มอเตอร์พัดลม รถตักดิน รถไถนา


การวัดขนาดของแรง
เราสามารถวัดขนาดของแรงได้โดยใช้เครื่องชั่งสปริง โดยบอกหน่วยวัดแรงในหน่วยนิวตัน ดังรูป

การบอกขนาดและทิศทางของแรง
ในทางวิทยาศาสตร์ จะใช้เส้นและลูกศรแทนขนาดและทิศทางของแรง เช่น
จากรูป จะเห็นได้ว่า แรง ก มีทิศทางไปทางซ้าย ตรงข้ามกับแรง ข และแรง ค ซึ่งมีทิศทางไปทางขวา และแรง ค มีขนาดมากกว่าแรง ข เพราะเส้นลูกศรแทนแรง ค มีความยาวมากกว่าเส้นลูกศรแทนแรง ข โดยที่ทั้ง 2 แรง มีทิศไปทางขวาเหมือนกัน
นอกจากการเปรียบเทียบความยาวของเส้นลูกศรในการบอกขนาดของแรงแล้ว เราสามารถบอกขนาดของแรงโดยเขียนตัวเลขแสดงขนาดของแรงในหน่วยนิวตันได้อีกด้วย

จากรูป จะเห็นว่า แรง ก ขนาด 70 นิวตัน มีทิศทางไปทางขวา ส่วนแรง ข ขนาด 50 นิวตัน มีทิศทางไปทางซ้าย
แรงที่กระทำต่อวัตถุชนิดหนึ่ง ๆ อาจมีมากกว่า 1 แรง ซึ่งจะกระทำในทิศทางเดียวกัน หรือกระทำในทิศทางตรงข้าม และแรงกระทำแต่ละแรง อาจมีขนาดเท่ากัน หรือไม่เท่ากันก็ได้ ดังนั้น จึงต้องเขียนลูกศรแสดงทิศทางของแรงแต่ละแรง และบอกขนาดของแรงในหน่วยนิวตันด้วย


      แรงลัพธ์ และประโยชน์ของแรงลัพธ์
      แรงลัพธ์
      เมื่อมีแรงกระทำต่อวัตถุหลาย ๆ แรงพร้อมกัน ผลของแรงกระทำทั้งหมดจะเสมือนเกิดจากแรงเพียงแรงเดียวกระทำต่อวัตถุ ซึ่งเป็นผลมาจากการรวมแรงทุกแรงเข้าด้วยกัน เราเรียกแรงที่เกิดจากการรวมแรงมากกว่าหนึ่งแรงขึ้นไปนี้ว่า แรงลัพธ์ ซึ่งขนาดและเทศทางของแรงลัพธ์ ขะขึ้นอยู่กับขนาดและทิศทางของแรงแต่ละแรง เช่น
1)    ถ้ามีแรง 2 แรง ผลักวัตถุที่อยู่นิ่งให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นราบ โดยที่แรงทั้งสองมีทิศทางไปทางเดียวกัน แรงลัพธ์จะเกิดจากการรวมแรงทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ ดังรูป
2)  ถ้ามีแรง 2 แรง ผลักวัตถุให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นราบ โดยที่แรงทั้งสองมีทิศทางตรงกันข้าม แรงใดที่มีขนาดมากกว่า วัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของแรงนั้น ดังรูป
3)   ถ้ามีแรง 2 แรง ผลักวัตถุให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นราบ โดยที่แรงทั้งสองมีทิศทางตรงกันข้าม และแรงทั้งสองมีขนาดเท่ากัน จะทำให้แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นเท่ากับศูนย์ วัตถุจะไม่เคลื่อนที่ ดังรูป

***ข้อควรทราบ
      การลอยและการจม
      เมื่อเราหย่อนวัตถุลงในน้ำ น้ำจะออกแรงกระทำต่อวัตถุโดยจะดันวัตถุนั้นขึ้น แรงดันนี้เรียกว่า แรงพยุง ดังนั้น ถ้านักเรียนสังเกตเห็นวัตถุลอยน้ำ แสดงว่า แรงพยุงของน้ำมีค่าเท่ากับน้ำหนักของวัตถุ แรงทั้งสองมีขนาดเท่ากัน แต่มีทิศทางตรงกันข้าม ทั้ง 2 แรง จะหักล้างกันหมด แรงลัพธ์เท่ากับศูนย์ เรียกว่า แรงสมดุล และการที่วัตถุจมน้ำ แสดงว่า แรงพยุงมีค่าน้อยกว่าน้ำหนักของวัตถุ แรงทั้งสองหักล้างกันไม่หมด แรงลัพธ์ที่เหลือมีทิศลง วัตถุจึงจมน้ำ
      การที่เรือลอยน้ำได้ เพราะแรงพยุงของนำ เช่น ถ้าเรือมีน้ำหนัก 5,000 นิวตัน แสดงว่า จะต้องมีแรงพยุงของน้ำดันขึ้น 5,000 นิวตันด้วยเช่นกัน

      ประโยชน์ของแรงลัพธ์
      การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรามีการใช้ประโยชน์จากแรงลัพธ์มากมาย แม้กระทั่ง การเล่น เช่นการชักเย่อ
      จากรูป เป็นการแข่งขันชักเย่อ ระหว่างทีม และ ทีม B โดยแต่ละคนในทีมจะต้องออกแรงดึงผู้แข่งขันฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามายังแดนตน จึงจะเป็นฝ่ายชนะ ที ออกแรงกระทำ 1,000 นิวตัน ไปในทิศทางไปทางซ้าย มากกว่าทีม B ซึ่งออกแรงกระทำ 900 นิวตัน ในทิศทางไปทางขวา ทีม ออกแรงมากกว่าจึงเป็นฝ่ายชนะ ถ้าทีม B ต้องการเป็นฝ่ายชนะ จะต้องออกแรงกระทำมากกว่า 1,000 นิวตัน จึงจะเป็นฝ่ายชนะ
      นอกจากจีเรา เรายังนำเอาแรงลัพธ์ไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น การปั่นจักรยานพวง การใช้สุนัขลากเลื่อน
     
      แรงกระทำ
      ในชีวิตประจำวันของเรา ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับแรง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำจะต้องใช้แรง และมีแรงมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่น ขณะที่เราหยิบจับสิ่งของ หรือยกของ ก็จะต้องใช้แรงกระทำต่อวัตถุ ลักษณะของแรงที่ใช้ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เช่น
      การออกแรงดึง เป็นการใช้มือเหนี่ยวหรือรั้งวัตถุเข้ามาหาตัว ในขณะออกแรงดึง ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุจะมีทิศทางเข้าหาตัวผู้ที่ออกแรงกระทำ ดังรูป
      การออกแรงผลัก เป็นการใช้มือออกแรงเพื่อดันให้วัตถุเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ในขณะออกแรงผลัก ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุจะมีทิศออกจากตัวของผู้ที่ออกแรงกระทำ ดังรูป


      แรงเสียดทาน
      ในรูปนี้ เด็กกำลังลื่นไถลลงมาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก และการลื่นไถลลงมานี้ นอกจากจะมีแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำแล้ว ยังมีแรงอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นก็คือ แรงเสียดทาน
      แรงเสียดทาน เป็นแรงที่ต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง เช่น ในขณะที่นักเรียนเล่นสไลเดอร์นั้น นักเรียนลื่นไถลลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ในขณะเดียวกัน ก็จะมีแรงที่ต้านการเคลื่อนที่กระทำในทิศทางตรงกันข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก เราเรียกแรงที่กระทำในทิศทางตรงข้ามกับทิศของการเคลื่อนที่ว่า แรงเสียดทาน
     
      ทิศทางของแรงเสียดทาน
      นักเรียนทราบมาแล้วว่า แรงเสียดทาน เป็นแรงที่ต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ดังนั้น แรงเสียดทานจึงกระทำในทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุเสมอ เช่น ในขณะที่เราเตะลูกฟุตบอลให้เคลื่อนที่ไปทางขวา จะมีแรงเสียดทานกระทำในทิศไปทางซ้าย
      ปัจจัยที่มีผลต่อแรงเสียดทาน
     แรงเสียดทานจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้
1)    น้ำหนักของวัตถุ วัตถุที่มีน้ำหนักมาก จะมีแรงเสียดทานมากกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักน้อย เช่น กล่องเปล่ากับกล่องที่บรรจุสิ่งของอยู่ภายใน
2)  ชนิดของผิวที่สัมผัสกัน
o  พื้นผิวของวัตถุ ถ้าวัตถุมีพื้นผิวหยาบ ขรุขระ จะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าวัตถุที่มีพื้นผิวเรียบ และต้องออกแรงเคลื่อนที่มากกว่า เช่น ถ้าเราออกแรงกระทำต่อลูกมะนาว และลูกมะกรูดด้วยแรงที่เท่ากันให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นเหมือนกัน ลูกมะนาว ซึ่งมีพื้นผิวเรียบ จะเคลื่อนที่ไปได้เร็ว และไกลกว่าลูกมะกรูด ซึ่งมีพื้นผิวขรุขระ ทั้งนี้ เนื่องจากแรงเสียดทานระหว่างพื้นผิวของลูกมะนาวน้อยกว่าแรงเสียดทานระหว่างพื้นผิวของลูกมะกรูด
o  พื้นผิวที่วัตถุเคลื่อนที่ผ่าน ถ้าวัตถุเคลื่อนที่บนพื้นที่มีผิวเรียบ จะออกแรงน้อยกว่าเคลื่อนที่บนพื้นที่มีผิวขรุขระ พื้นผิวที่ทำให้แรงเสียดทานมีค่าน้อย เช่น พื้นหินอ่อน แก้ว แผ่นโลหะเรียบ ส่วนพื้นผิวที่ทำให้แรงเสียดทานมีค่ามาก เช่น พื้นยาง คอนกรีต พื้นที่ปูพรม
     
     

ประโยชน์ของแรงเสียดทาน
แรงเสียดทานเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราหลายประการ เราใช้ประโยชน์จากแรงเสียดทานโดยที่เราไม่รู้ตัว และบางครั้ง เราก็มองข้ามไป เช่น
-      ใช้ออกแบบพื้นรองเท้า รองเท้าที่มีพื้นขรุขระ หรือรองเท้าพื้นยาง จะมีแรงเสียดทานมาก จึงช่วยให้เดินบนพื้นที่ลื่นได้ดีกว่ารองเท้าหนังพื้นเรียบ
-      ช่วยให้เราเดินบนพื้นได้ ถ้าระหว่างเท้าเรากับพื้นไม่มีแรงเสียดทานเลย เราก็จะลื่นหกล้ม ไม่สามารถเดินบนพื้นได้
-      ใช้ออกแบบยางรถยนต์ พื้นผิวของยางรถยนต์ (ยางนอก) ควรมีลักษณะขรุขระ หรือที่เรียกว่า ดอกยาง เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างล้อรถกับพื้นถนน นอกจากนี้ ดอกยางยังช่วยรีดน้ำในขณะที่ฝนตก ทำให้ยางรถยนต์ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น ลดการลื่นไถล
-      ช่วยในการหยุดรถในขณะเบรก เพื่อหยุดรถจะต้องใช้แรงเสียดทานระหว่างล้อ หรือยางรถยนต์กับพื้น
-      ช่วยในการเปิดฝาเกลียว ในขณะที่เปิดฝาขวด หรือใช้มือหมุนฝาเกลียวจะต้องใช้แรงเสียดทานช่วย ถ้าแรงเสียดทานระหว่างมือกับฝาขวดน้อย เราก็จะเปิดขวดไม่ออก การเปิดฝาเกลียวที่แน่นมาก ๆ เราจะใช้ยางรัดเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างมือเรากับฝาเกลียว ทำให้ไม่ลื่นเวลาออกแรงบิด
-      ช่วยในการออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้ามจับของภาชนะต่าง ๆ หรือเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับงานช่าง ซึ่งมักทำด้วยยาง เพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน ทำให้จับได้กระชับ และไม่ลื่น

***ข้อควรทราบ
      แรงเสียดทานเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่มีการเคลื่อนที่ แม้กระทั่งในอากาศ นักกระโดดร่ม จะอาศัยแรงเสียดทานของอากาศหรือแรงต้านของอากาศ ทำให้กระโดดร่มลงมาถึงพื้นได้อย่างช้าง ๆ และปลอดภัย

      ข้อเสียของแรงเสียดทาน
      นอกจากแรงเสียดทานจะมีประโยชน์กับเราหลายประการแล้ว แรงเสียดทานก็ยังทำให้เกิดผลเสียด้วยเช่นกัน
-      ทำให้คนเราเคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของด้วยความยากลำบาง ถ้าแรงเสียดทานระหว่างพื้นกับวัตถุมาก เราจะต้องออกแรงมากในการเคลื่อนย้ายวัตถุ
-      ทำให้เกิดการสึกหรอของเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ในเครื่องยนต์หรือเครื่องจักรกลต่าง ๆ ที่มีการสัมผัสหรือเกิดการเสียดสีกัน แรงเสียดทานจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นทำให้เกิดการสึกหรอขึ้นได้



การลดแรงเสียดทาน
ถ้ามีแรงเสียดทานมากเกินไป อาจทำให้สูญเสียพลังงาน อุปกรณ์ต่าง ๆ ชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นจึงต้องลดแรงเสียดทานให้เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ได้ผลสูงสุด เราจึงต้องคำนึงถึงแรงเสียดทานให้เหมาะสมด้วย การลดแรงเสียดทานสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
1)    การใช้สารหล่อลื่น เช่น น้ำมัน จารบี ช่วยลดแรงเสียดทาน ช่วยให้อุปกรณ์เครื่องจักรกลต่าง ๆ เคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น ลดความฝืด เป็นการประหยัดพลังงานและยังช่วยป้องกันการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้อีกด้วย
2)  การใช้ล้อเลื่อน การเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีน้ำหนักมาก ๆ เราจะพบว่าทำได้ยากมาก เพราะมีแรงเสียดทานระหว่างวัตถุกับพื้นมาก แต่ถ้าเราใช้ล้อเลื่อนมารองใต้วัตถุ จะทำให้เราสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุได้ง่ายขึ้น เพราะแรงเสียดทานระหว่างวัตถุกับพื้นลดลง

เครื่องผ่อนแรง
นักเรียนทราบมาแล้วว่าแรงเสียดทานทำให้เกิดผลเสียหลายประการ เช่น ทำให้เราออกแรงมากในการเคลื่อนย้ายวัตถุ ดังนั้นเราจึงต้องหาอุปกรณ์มาช่วยทำให้เราออกแรงน้อยลง และสามารถทำงานได้สำเร็จเร็วขึ้น อุปกรณ์ดังกล่าวนี้เราเรียกว่า เครื่องผ่อนแรง เครื่องผ่อนแรงที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด เช่น
1)    คาน เป็นวัตถุแข็ง ทำจากไม้ โลหะ หรือวัตถุอย่างอื่นที่มีความแข็ง ใช้สำหรับดีดหรืองัดวัตถุให้เคลื่อนที่รอบจุด ๆ หนึ่ง ส่วนประกอบของคานมีดังนี้
o  น้ำหนักของวัตถุที่ต้องการยก
o  แรงที่พยายามจะยกวัตถุ
o  จุดหมุน
การออกแรงบริเวณที่ห่างจากจุดหมุนจะทำให้ออกแรงน้อยลง อุปกรณ์ที่ใช้หลักการของคาน เช่น การใช้กรรไกรตัดกระดาษ การใช้ไขควงงัดเพื่อเปิดกระป๋อง
2)  พื้นเอียง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรง มีลักษณ์เป็นไม้กระดานยาวเรียบ ใช้สำหรับวางพาดบนที่สูง เพื่อขนย้ายวัตถุขึ้นที่สูง หรือลงจากที่สูง พื้นเอียงจะช่วยให้เรายกสิ่งของได้ง่ายขึ้น พื้นเอียงที่ดีควรมีความลาดชันพอเหมาะ พื้นเอียงที่เอียงมากเกินไป หรือน้อยเกินไป จะทำให้ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน
3)   รอก เป็นอุปกรณ์ผ่อนแรง และช่วยอำนวยความสะดวก มีลักษณะเป็นล้อหมุน และมีเชือกพาดล้อ ใช้สำหรับยกวัตถุขึ้นที่สูง หรือหย่อนวัตถุลงที่ต่ำกว่า หรือใช้วัตถุเลื่อนไปตามราง เช่น การเชิญธงชาติ การดึงผ้าม่าน รอกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีทั้งชนิดรอกเดี่ยว และรอกพวงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์
4)  ลิ่ม เป็นเครื่องผ่อนแรงที่มีลักษณะเหมือนพื้นเอียง 2 อัน วางประกบกัน ทำจากโลหะ หรือไม้เนื้อแข็ง ด้านหนึ่งจะบางสำหรับตอกลงไปในเนื้อของวัตถุ เพื่อให้เนื้อวัตถุแยกออกจากัน ลิ่มที่มีความกว้างมากจะต้องใช้แรงมากกว่าลิ่มที่มีความกว้างน้อย ตัวอย่าง อุปกรณ์ที่ใช้หลักการของลิ่ม เช่น ขวาน ตะปู สิ่ง มีด
5)  สกรูว์ เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปกรวย และมีลักษณะคล้ายเป็นพื้นเอียงวนขึ้นไปรอบ ๆ ผิวของวัตถุ เช่น ตะปูควง หลอดไฟฟ้าแบบเกลียว ปากขวดแบบเกลียว หัวก๊อกน้ำ

การเคลื่อนที่เมื่อมีแรงกระทำ
ถ้ามีแรงกระทำต่อวัตถุที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศทางของแรงที่มากระทำ เช่น การออกแรงผลักหรือดึงวัตถุให้เคลื่อนที่ การตีกอล์ฟ การเตะลูกฟุตบอลที่จุดโทษ แต่ถ้าวัตถุมีการเคลื่อนที่อยู่แล้ว และเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ เช่น เคลื่อนที่เร็วขึ้น เคลื่อนที่ช้าลง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่

การเคลื่อนที่เร็วขึ้น
แรงที่มากระทำต่อวัตถุ ถ้ามีทิศทางเดียวกับทิศที่วัตถุกำลังเคลื่อนที่ในแนวราบ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น
      จากรูป ก ลูกฟุตบอลกำลังเคลื่อนที่บนพื้นไปทางขวา เมื่อไม่มีแรงกระทำ ลูกฟุตบอลจะเคลื่อนที่ไปได้ระยะหนึ่ง โดยจะลดความเร็วในการเคลื่อนที่ลงเรื่อย ๆ และหยุดการเคลื่อนที่ในที่สุด ส่วนรูป ข มีแรงกระทำต่อลูกฟุตบอลในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่เดิมของลูกฟุตบอล ทำให้ลูกฟุตบอลเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น

      การเคลื่อนที่ช้าลง
      แรงที่มากระทำต่อวัตถุ ถ้ามีทิศทางตรงข้ามกับทิศที่วัตถุกำลังเคลื่อนที่ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง

      จากรูป ลูกฟุตบอลกำลังเคลื่อนที่บนพื้นไปทางขวา และเมื่อมีแรงกระทำในทิศทางตรงข้าม จะทำให้ลูกฟุตบอลเคลื่อนที่ช้าลง เนื่องจากความเร็วในการเคลื่อนที่ลดลง
      ถ้ามีแรงกระทำอย่างต่อเนื่อง ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุจะลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดนิ่ง หรือถ้ายังมีแรกกระทำต่อไปอีก จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ในทิศทางตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่เดิม

      การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
      วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้ เนื่องจากแรงที่มากระทำต่อวัตถุ เช่น
-      ถ้าทิศของแรงที่กระทำมีทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่เดิมของวัตถุ จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง และถ้าแรงกระทำต่อเนื่องจะทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่โดยจะเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่เดิม

-      ถ้าแรงที่กระทำไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เช่น การใช้เท้าเตะลูกบอลให้ลอยไปในทิศที่ต้องการ


Download - เนื้อหา