วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Blog เพื่อนการศึกษา

Blog เพื่อนการศึกษา

เนื้อหาใน blog นี้ เหมาะสำรับใช้เตรียมตัวสอบ ตลอดจนใช้เสริมพื้นฐานความรู้ให้แม่นยำ เพราะผู้จัดทำเชื่อเหลือเกินว่า ทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เกิดเป็นความชำนาญ ทำให้เกิดความคุ้นเคย คุ้นชิน

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ใน blog นี้ อาจจะยังไม่ครบทุกระดับชั้น เพราะผู้จัดทำ กำลังเก็บรวบรวม และทำแบบฝึกหัดขึ้นมาใหม่ อาจจะทำให้ล่าช้า ไปบ้าง ยังงัยก็ขออภัย แต่ในทุก ๆ วันจะพยายาม update ข้อสอบและแบบฝึกหัดใหม่ ๆ ให้

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์











เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 7 โลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ - แบบทดสอบ

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 7 โลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ - แบบทดสอบ









เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 7 โลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 7 โลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์




บทที่ 7 โลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์

                       
  



          โลกที่เราอาศัยอยู่เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โดยโลกจะหมุนรอบตัวเอง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ นอกจากนั้นโลกยังมีดวงจันทร์เป็นบริวารของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ได้แก่ การขึ้นตกของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ การเกิดกลางวัน – กลางคืน และการกำหนดทิศ
1.       ปรากฏการณ์ขึ้นตกของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างและพลังงานความร้อนให้แก่โลก โลกจะหมุนรอบตัวเอง และขณะเดียวกันก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมกัน โดยดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออก จากนั้นดวงอาทิตย์จะเคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่า เวลาสาย และเคลื่อนตัวมาอยู่ตำแหน่งกลางศีรษะเราพอดี เรียกว่า เวลาเที่ยง คือ 12.00 น. และเคลื่อนตัวต่ำลงอีกนิดหนึ่ง เรียกว่า เวลาบ่าย จนกระทั่งตกลับขอบฟ้าไปในทิศตะวันตก
ดวงจันทร์โคจรรอบโลกจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวเองของโลก แต่การหมุนตอบตัวเองของโลกกับการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกใช้เวลาไม่เท่ากัน ดวงจันทร์โคจรรอบโลกใช้เวลามากกว่า  จึงทำให้ดวงจันทร์มาปรากฏให้เห็น ณ ตำแหน่งเดิมช้าลงทุกวัน จึงทำให้การขึ้นและตกของดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เราจึงมองเห็นดวงจันทร์ขึ้นและตกเหมือนดวงอาทิตย์ โดยขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก

2.      การเกิดกลางวัน – กลางคืน
โลกมีลักษณะสัณฐานกลม และมีแกนโลกที่เอียง เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองทำให้บริเวณต่าง ๆ ของโลกได้รับแสงอาทิตย์ไม่เท่ากัน บริเวณที่โลกได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางวัน ส่วนบริเวณที่ไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางคืน
ลักษณะการหมุนของโลก มีดังนี้
1)       โลกหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกา
2)      การหมุนรอบตัวเองของโลกใช้เวลา 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน
3)      แกนโลกที่เอียง ทำให้ช่วงเวลาในการเกิดกลางวัน – กลางคืน ไม่เท่ากันตลอดทั้งปี

3.      การกำหนดทิศ
การที่โลกหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกา (ทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก) ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ในทิศตามเข็มนาฬิกา จึงกำหนดให้ทิศที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นทิศตะวันออก และทิศที่ดวงอาทิตย์ตกเป็นทิศตะวันตก
การกำหนดทิศต่าง ๆ ทำได้ดังนี้ ทิศที่เราใช้ในปัจจุบัน มี 4 ทิศหลัก ๆ คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ซึ่งเรากำหนดทิศทางได้ โดยยืนให้ขวามืออยู่ทางทิศตะวันออก ซ้ายมือจะเป็นทิศตะวันตก ด้านหน้าจะเป็นทิศเหนือ และด้านหลังของเราจะเป็นทิศใต้

สิ่งที่ช่วยในการบอกทิศ มีดังนี้
1)       ในเวลากลางวัน เราสังเกตทิศได้โดยดูทิศการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ และเวลากลางคืน สังเกตทิศได้โดยดูทิศการขึ้น และตกของดวงจันทร์
2)      เข็มทิศ เป็นอุปกรณ์ในการช่วยบอกทิศ ซึ่งมักใช้ร่วมกันแผนที่ แผนที่โดยทั่วไปจะกำหนดให้ส่วนบนของแผนที่เป็นทิศเหนือเสมอ ส่วนล่างของแผนที่เป็นทิศตะวันออก นอกจากทิศทั้ง 4 แล้ว ประเทศไทยยังแบ่งทิศออกเป็น 5 ทิศ ดังนี้



เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 6 น้ำและอากาศ - แบบทดสอบ

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 6 น้ำและอากาศ - แบบทดสอบ










เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 6 น้ำและอากาศ

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 6 น้ำและอากาศ


Download - เนื้อหา





บทที่ 6 น้ำและอากาศ

                       
  



1.        แหล่งน้ำ
หากเราแบ่งพื้นโลกออกเป็น 4 ส่วน จะมีแหล่งน้ำอยู่บนผิวโลกถึง 3 ส่วน น้ำ 3 ส่วนนั้น แบ่งเป็นน้ำเค็มที่อยู่ในทะเลและมหาสมุทร 97 ส่วน เป็นน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ 2 ส่วน และเหลือเพียง 1 ส่วนเท่านั้นทีเป็นน้ำจืดตามลำธาร แม่น้ำ และทะเลสาบ
แหล่งน้ำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แหล่งน้ำธรรมชาติ และแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น
1)       แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีทั้งน้ำที่อยู่บนผิวดิน ที่เกิดจากพื้นดินมีลักษณะเป็นแอ่ง สามารถเก็บกักน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ได้ เช่น น้ำในแม่น้ำ ลำธาร ลำห้วย ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร แหล่งน้ำใต้ดิน คือน้ำที่ไหลซึมลงใต้ดินและถูกเก็บกักไว้ในช่องว่างระหว่างชั้นหิน เรียกว่า น้ำบาดาล
2)      แหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในครัวเรือน การเพาะปลูก การประมง เช่น สระน้ำ บ่อน้ำ คลองชลประทาน และเขื่อน

คุณสมบัติของน้ำ
น้ำ เป็นสสารชนิดหนึ่ง มีมวล สัมผัสได้ และต้องการที่อยู่ ทำให้นำมีสมบัติต่าง ๆ ดังนี้
1)       น้ำพบได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส ในสภาวะปกติ มีสถานะเป็นของเหลว เช่น น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล มหาสมุทร
น้ำสามารถเปลี่ยนสถานะได้ เมื่ออุณหภูมิต่ำลงถึง 0  องศาเซลเซียส น้ำจะกลายเป็นของแข็ง ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น น้ำแข็ง น้ำค้างแข็ง หรือแม่คะนิ้ง ลูกเห็บ และหิมะ และเมื่อน้ำได้รับความร้อนสูงถึงที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส น้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส โดยเกิดการระเหยเป็นไอ พบในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ไอน้ำ เมฆ และหมอก
2)      น้ำมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงตามภาชนะที่บรรจุ น้ำมีรูปร่างไม่แน่นอน สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามภาชนะที่บรรจุ
3)      น้ำสามารถเคลื่อนที่ได้ นำจะไหลเพื่อเคลื่อนที่และรักษาระดับในแนวราบให้ระดับผิวน้ำเท่ากันเสมอ
4)      น้ำสามารถละลายสารบางอย่างได้ เช่น เกลือ น้ำตาล อากาศ น้ำจึงใช้เป็นตัวทำละลายสารเคมีต่าง ๆ ได้
5)      น้ำมีแรงดัน น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตามแรงดึงดูดของโลก ทำให้เกิดแรกดันน้ำ สามารถใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น ขับดันกังหันในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยแรงดันน้ำสัมพันธุ์กับความลึก น้ำที่ระดับความลึกมาก จะมีแรงดันมากกว่าที่ระดับตื้นกว่า และน้ำที่ระดับเดียวกันจะมีแรงดันเท่ากัน

คุณภาพของน้ำ
น้ำจากแหล่งต่าง ๆ มีสิ่งปนเปื้อนเจือปนอยู่มากมาย ดังนั้น การนำน้ำมาใช้เพื่ออุปโภคและบริโภค จึงต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมีมีคุณภาพที่เหมาะสมก่อน โดยคุณภาพของน้ำพิจารณาจากสี กลิ่น ความโปร่งใสของน้ำ เช่น น้ำที่ใช้บริโภคได้ ต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี คือ เป็นน้ำบริสุทธิ์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ และไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

เราสามารถปรับปรุงคุณภาพน้ำจาแหล่งต่าง ๆ ได้ดังนี้
1)       การต้ม โดยการนำน้ำให้ความร้อนจนเดือดนาน 10 – 20 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค น้ำต้มสามารถใช้ดื่มได้อย่างปลอดภัย
2)      การตกตะกอน โดยการแกว่งสารส้มในน้ำเพื่อให้สารต่าง ๆ ในน้ำตกตะกอน ทำให้ได้น้ำที่ใสแต่ยังมีเชื้อโรคอยู่ ไม่ควรใช้ดื่ม แต่ใช้เพื่อชำระล้างร่างกาย และภาชนะเครื่องใช้ได้
3)      การกรอง เป็นการนำน้ำที่ขุ่นไปผ่านวัสดุชนิดต่าง ๆ ที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ได้แก่ ทรายละเอียด ทรายหยาบ ถ่าน กรวดละเอียด กรวดหยาบ และสำลี เพื่อให้ได้น้ำที่สะอาด ไม่มีฝุ่นละออง หรือตะกอนดิน น้ำที่ได้จากการกรองแบบนี้ไม่ควนนำมาดื่ม เพราะยังมีเชื้อโรคปนอยู่ โดยในปัจจุบัน มีการพัฒนาเครื่องกรองน้ำสำเร็จรูปให้สามารถน้ำประปามากรองผ่านเครื่องและใช้ดื่มได้ โดยไม่มีเชื้อโรค
4)      การเติมคลอรีน คลอรีน เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคในการผลิตน้ำประปา หรือในสระว่ายน้ำ
5)      การกลั่น โดยการนำน้ำไปต้มจนเดือดเป็นไอ แล้วให้ความเย็นเพื่อควบแน่นให้ไอน้ำกลายเป็นหยดน้ำ วิธีนี้ทำให้ได้น้ำที่บริสุทธิ์สูง เช่น การแพทย์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ และหม้อแบตเตอรี่รถยนต์

ประโยชน์ของน้ำ
น้ำมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อังนี้
1)       น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในสิ่งมีชีวิต เช่น เป็นส่วนประกอบในเลือด และหล่อเลี้ยงดวงตาและผิวหนังใช้ชุ่มชื้น หากสิ่งมีชีวิตขาดน้ำจะทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ ทำให้แต่ละวันคนและสัตว์ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ โดยคนเราต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว ส่วนพืชก็มีการดูดซึมน้ำผ่านรากไปใช้ในการสร้างอาหาร
2)      ใช้ในการประกอบอาหาร
3)      ใช้ในการชำระล้างร่างกาย เช่น ใช้ล่างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ สระผม
4)      ใช้ในการชำระล้างสิ่งของเครื่องใช้ที่สกปรก เช่น ใช้ซักเสื้อผ้า ล้างจาน ล้างรถ ถูพื้น
5)      ใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น ใช้ในการเพาะปลูก การประมง และการเลี้ยงสัตว์
6)      ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหารกระป๋องที่ต้องใช้น้ำเป็นวัตถุดิบ
7)      ใช้ในการคมนาคมทางน้ำ ซึ่งเป็นการคมนาคมที่ราคาถูก และขนส่งได้ทีละมาก ๆ เช่น การใช้เรือขนสินค้า การใช้เรือรับจ้างข้ามฟาก การเดินทางไปต่างประเทศ ทางเรือ
8)      ใช้เพื่อเป็นแหล่งกีฬาและนันทนาการ เช่น กีฬาทางน้ำ แหล่งท่องเที่ยว
9)      เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์น้ำ
10)   ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า เช่น การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อนำน้ำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ

การใช้น้ำอย่างประหยัด
น้ำมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก เราจึงควรใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน ดังนี้
1)       อาบน้ำด้วยฝักบัว
2)      ขณะแปรงฟันไม่เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้
3)      ล้างรถโดยใช้น้ำจากถัง ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำ
4)      ล้างจานในกะละมังแทนการเปิดน้ำล้างทีละใบ
5)      ใช้น้ำล้างจาน หรือน้ำซักผ้ารดต้นไม้
6)      ไม่รดน้ำต้นไม้ขณะแดดร้อนจัด
7)      เลือกใช้สุภัณฑ์ประหยัดน้ำ
8)      ตรวจสอบการรั่วไหลน้ำเป็นประจำ

2.      อากาศ
อากาศมีอยู่รอบตัวเราในทุกหนทุกแห่ง อากาศไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่อากาศมีมวล มีน้ำหนัก และสัมผัสได้ อากาศจึงเป็นสสารชนิดหนึ่ง ในอากาศประกอบด้วยแก๊สไนโตรเจน แก๊สออกซิเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สอื่น ๆ เช่น แก๊สอาร์กอน ไอน้ำ และฝุ่นละออง เรียกอากาศที่ห่อหุ้มโลกว่า ชั้นบรรยากาศ

สมบัติของอากาศ
อากาศมีสมบัติเฉพาะตัว ดังนี้
1)       อากาศมีตัวตนและสัมผัสได้
2)      อากาศต้องการที่อยู่
3)      อากาศมีน้ำหนัก
4)      อากาศมีการเคลื่อนที่ เรียกว่า ลม  เป็นการเคลื่อนที่ของอากาศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

อุณหภูมิของอากาศ
อุณหภูมิของอากาศ คือ ค่าระดับความร้อน เย็น ของอากาศ โดยใช้เทอร์มอมิเตอร์เป็นเครื่องมือวัดและมีหน่วยกำกับ เช่น องศาเซลเซียส และองศาฟาเรนไฮต์ โดยทั่วไป นิยมใช้หน่วยองศาเซลเซียส
เทอร์มอมิเตอร์มีลักษณะเป็นหลอดแก้วยาว ปลายปิด ปลายด้านหนึ่งเป็นกระเปาะเล็ก ๆ ภายในบรรจุสารที่ไวต่อความร้อนและความเย็น คือ ปรอทหรือ แอลกอฮอล์ เมื่ออากาศเย็นของเหลวจะหดตัว ระดับของเหลวต่ำลง เรียกว่า อุณหภูมิต่ำ และเมื่ออากาศร้อน ของเหลวจะขยายตัว ระดับของเหลวสูงขึ้น เรียกว่า อุณหภูมิสูง

การเคลื่อนที่ของอากาศ
อากาศสามารถเคลื่อนที่ได้ โดยบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง อากาศจะลอยตัวขึ้นสู่ด้านบน ทำให้อากาศในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำเคลื่อนตัวไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่า การเคลื่อนที่ของอากาศในแนวราบนี้ทำให้เกิดลม

ประโยชน์ของอากาศ
อากาศ มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด นอกจากนั้น อากาศยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้
1)       ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของอากาศต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด คือ ต้องใช้อากาศในการหายใจ
2)      อากาศที่ห่อหุ้มโลก ช่วยป้องกันสิ่งต่าง ๆ จากภายนอกโลกไม่ให้ตกลงสู่พื้นโลกได้ง่าย เช่น อุกกาบาต โดยเมื่ออุกกาบาตผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาในโลกจะเสียดสีกับอากาศ ทำให้เกิดการลุกไหม้และสลายไป จึงไม่เกิดอันตรายกับโลกได้
3)      อากาศที่ห่อหุ้มโลก ทำหน้าที่ปรับอุณภูมิโลกให้พอเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยการกรอง และดูดรังสีเหนือม่วง (รังสีอัลตราไวโอเลต) ไว้ไม่ให้ผ่านเข้ามาในโลกมากเกินไป
4)      การเคลื่อนที่ของอากาศทำให้เกิดลม ลมมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายอย่าง เช่น ลมทำให้เย็นสบาย เกิดการหมุนเวียนและการถ่ายเทของอากาศ ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า ใช้หมุนกังหันในการทำนาเกลือ


Download - เนื้อหา



เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 5 พลังงานไฟฟ้า - แบบทดสอบ

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 5 พลังงานไฟฟ้า - แบบทดสอบ









เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 5 พลังงานไฟฟ้า

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 5 พลังงานไฟฟ้า


Download - เนื้อหา



บทที่ 5 พลังงานไฟฟ้า

                       
  



          พลังงานไฟฟ้า
          พลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากการแปรรูปจากพลังงานต้นกำเนิด เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย และสะดวกในชีวิตประจำวัน
          พลังงานไฟฟ้าเกิดจากพลังงานชนิดต่าง ๆ ที่นำมาใช้ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนตลอดเวลา หากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหยุดหมุน จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
          โรงไฟฟ้าทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วส่งมาตามสายไฟเข้าสู่อาคารบ้านเรือนให้เราใช้ประโยชน์กันนั้น มีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งเรียกว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า

          เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือไดนาโม เป็นเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า โดยเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า หลักการทำงาน คือ การหมุนแท่งแม่เหล็กระหว่างขดลวดอย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ไดนาโมมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ขั้วแม่เหล็ก 2 ขั้ว (ขั้ว และ S) สำหรับทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก ขดลวดไฟฟ้าพันรอบแกนเหล็กอ่อนสำหรับหมุนตัดกับเส้นแรง แม่เหล็กวงแหวนจะเชื่อมอยู่ที่ปลายขดลวดเพื่อหมุนแปรงขดลวด แปรงจะครูดกับวงแหวนซึ่งจะนำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นได้ให้ไหลออกไปใช้ประโยชน์
          ในโรงไฟฟ้าจะมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าปริมาณมาก ดังนั้น การที่จะทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงานได้ จึงต้องใช้พลังงานจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

          แหล่งพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า
          แหล่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1)       แหล่งพลังงานที่มีจำกัด คือ แหล่งพลังงานที่นำมาใช้แล้วหมดไป คือ พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม
2)      แหล่งพลังงานหมุนเวียน คือ แหล่งพลังงานที่นำมาใช้แล้วไม่มีวันหมด หรือสามารถเกิดทดแทนขึ้นใหม่ได้ เช่น น้ำ ลม แสงแดด และฟืน




พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ เป็นพลังงานที่ได้มาจากซากฟอสซิล ที่เกิดจากซากพืชหรือซากสัตว์ที่ทับถมกันจนกลายเป็นหิน หรือบางชนิดฝังตัวในชั้นหินใต้พื้นดิน หรือใต้ทะเลลึกที่มีอายุนับพัน ๆ ปี การเผาไหม้เชื้อเพลิง ฟอสซิลจะให้พลังงานความร้อนออกมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปจากพลังงานเคมีไปเป็นพลังงานความร้อนในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจะใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต้มน้ำจนเกิดไอน้ำไปดันกังหันในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าออกมา การหมุนของกังหันจัดเป็นพลังงานกล ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ไอน้ำที่เกิดจากการนำน้ำมัน แก๊ส หรือ ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงในการต้นน้ำให้เดือดจนกลายเป็นไอน้ำที่มีแรงดันสูง แล้วนำพลังงานไอน้ำไปหมุนไดนาโมเพื่อเกิดกระแสไฟฟ้าไปขับดันกังหันในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านั้น เรียกว่า พลังงานไอน้ำ

พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์
พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าได้ โดยการใช้แผงเซลล์สุริยะหรือโซลาร์เซลล์ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์สุริยะจำนวนมากมายรวมอยู่ด้วยกัน เซลล์สุริยะเหล่านี้ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า

พลังงานจากลม
ลมเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ประหยัดและต้นทุนต่ำ โดยการใช้พลังงานลมหมุนกังหัน แล้วต่อสายพานเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การหมุนของกังหันลมเป็นพลังงานกลที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ต้อใช้ในแหล่งที่มีลมพัดแรงตลอดเวลา เช่น บนที่สูง ชายทะเล

พลังงานจากน้ำ
การที่น้ำตกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทำให้เกิดพลังงานจากแรงดันน้ำจำนวนมาก มนุษย์จึงนำหลักการนี้ไปใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแล้วปล่อยน้ำให้ไหลลงไปขับดันกังหันที่ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาได้ การผลิตกระแสไฟฟ้าแบบนี้เป็นการเปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
         
          พลังงานนิวเคลียร์
          พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานจากปฏิกิริยาทางเคมีของธาตุยูเรเนียมที่เกิดในเตาปฏิกรณ์ โดยให้พลังงานความร้อนมากมายมหาศาล พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจะไปขับดันเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้าได้      
พลังงานความร้อนใต้พิภพ
พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นพลังงานความร้อนภายในพื้นโลกที่ปล่อยออกมาในรูปของภูเขาไฟระเบิดหรือน้ำพุร้อน การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ ทำได้โดย ทำให้ไอน้ำเข้าไปในท่อเพื่อไปหมุนกังหันที่ใช้ขับดันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

พลังงานน้ำขึ้น – น้ำลง
ปรากฏการณ์น้ำขึ้น – น้ำลง เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ที่มีต่อน้ำในมหาสมุทร ทำให้เกิดการเปลี่ยนระดับน้ำ เราสามารถนำพลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงในสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำขึ้น – น้ำลง อย่างมากไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยการปล่อยน้ำไหลเข้าไปหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าออกมา และเมื่ออ่างมีน้ำเต็มประตูจะถูกปิด เมื่อระดับน้ำลดต่ำลง ประตูจะถูกเปิดให้น้ำไหลออกจากอ่าง ซึ่งทำให้สามารถหมุนกังหันให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกครั้ง ในประเทศฝรั่งเศส มีการใช้พลังงานน้ำขึ้น – น้ำลง ในการผลิตกระแสไฟฟ้า

โรงผลิตพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย
โรงผลิตพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้จากแหล่งพลังงานต่าง ๆ ดังนี้
1)       ประเภทไม่ใช้เชื้อเพลิง ได้แก่
-        โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ จากน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือจากลำห้วยที่อยู่ในระดับสูง ๆ
-        โรงไฟฟ้าพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และความร้อนใต้พิภพ
2)      ประเภทใช้เชื้อเพลิง แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่เผาไหม้แล้วไม่ก่อให้เกิดมลพิษ จึงเป็นทรัพยากรหลักในการผลิตพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน ดังนี้
-        โรงไฟฟ้าพลังงานไอน้ำ โดยการใช้แก๊สธรรมชาติ ถ่านหินลิกไนต์ หรือน้ำมันเตา เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนแก่น้ำจนเดือดเป็นไอน้ำ แล้วใช้แรงดันจากไอน้ำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไป
-        โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน โดยการใช้แก๊สธรรมชาติ หรือน้ำมันดีเซลมาเป็นเชื้อเพลิงหมุนกังหันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม และโรงไฟฟ้าดีเซล

ความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า
พลังงานไฟฟ้า มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน เราสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานไฟฟ้าได้โดยการเปลี่ยนรูปของพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบต่าง ๆ โดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ดังนี้
1)       เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสง เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสงสว่าง ได้แก่ หลอดไฟประเภทต่าง ๆ เช่น หลอดไส้ หลอดนีออน หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดเรืองแสง) หลอดตะเกียบประหยัดพลังงาน
2)      เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เช่น เตารีด หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น กาต้มน้ำไฟฟ้า
3)      เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล เช่น พัดลม เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้
4)      เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกลและพลังงานความร้อน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล และพลังงานความร้อนไปพร้อม ๆ กัน เช่น เครื่องเป่าผม ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ
5)      เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียงและแสง เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียงและแสง โดยให้เสียงออกมาทางลำโพง และให้แสงออกมาเป็นภาพทางจอภาพ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และวิทยุ

*** ความรู้เพิ่มเติม*** พลังงานกล คือ พลังงานที่ทำให้วัตถุเกิดการสั่นสะเทือนหรือเคลื่อนที่

          การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย
          วิธีใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย มีดังนี้
1)       จับปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าตรงส่วนที่มีพลาสติกหุ้มอยู่
2)      เช็ดมือให้แห้งก่อนเสียบปลั๊ก
3)      เมื่อมีคนถูกไฟดูด ห้ามช่วยเหลือด้วยมือเปล่า
4)      ไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุด และหากพบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุดควรส่งให้ช่างไฟฟ้าซ่อม
5)      ไม่ใช่นิ้วหรือสิ่งของใด ๆ แหย่เต้ารับ
6)      ไม่เสียบปลั๊กหลายอันที่เต้ารับอันเดียวกัน
7)      ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน
8)      เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น และตู้เย็น ต้องต่อสายดินเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่ว
9)      หม้อหุงข้าวต้องเช็ดหม้อชั้นในให้แห้งก่อนเสียบปลั๊ก




วิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด หมายถึง การใช้ไฟฟ้าเมื่อจำเป็น และปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน สามารถทำได้ ดังนี้
-        ตู้เย็น ไม่ควรเปิด – ปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ ไม่ใส่อาหารในตู้เย็นจนแน่น หรือนำอาหารที่ร้อนใส่ตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นทำงานหนักเกิดไป
-        เครื่องปรับอากาศ ควรตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส ปิดเครื่องก่อนออกจากห้องประมาณ 30 นาที เพราะยังมีความเย็นเหลืออยู่ และทำความสะอาดที่กรองอากาศ ทุก ๆ 6 เดือน
-        โทรทัศน์ ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ขณะนอนหลับ ไม่ควรปิดโทรทัศน์ด้วยรีโมต แต่ควรปิดที่ตัวเครื่อง
-        หลอดไฟ ปิดเมื่อเลิกใช้งาน เลือกใช้หลอดตะเกียบเพื่อประหยัดพลังงานแทนหลอดไส้ ไม่เปิด – ปิด หลอดไฟบ่อย ๆ
-        เตารีด ควรรีดผ้าครั้งละมาก ๆ รีดผ้าเนื้อบางก่อน แล้วรีดผ้าเนื้อหนาทีหลัง ปิดเครื่องก่อนรีดเสร็จสัก 5 นาที เพราะยังมีความร้อนเหลืออยู่ ปรับระดับความร้อนให้เหมาะสมกับชนิดผ้า ไม่ฉีดพรมน้ำจนเปียกชุ่ม













เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - แบบทดสอบ

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ - แบบทดสอบ








เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่

เตรียมสอบ ป.3 - กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ ป.3) - บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่



Download - เนื้อหา





บทที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่

                       
  



1.       แรง
การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การยกของ การเล่นฟุตบอล การปั้นดินน้ำมัน เราต้องออกแรงกระทำกับวัตถุ จึงจะสามารถทำให้เกิดการเคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้
แรง หมายถึง สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิม ได้แก่ การเคลื่อนที่จากตำแหน่งเดิม และการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง

ประเภทของแรง
1)       แรงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แรงลม แรงดันน้ำ แรงแม่เหล็ก และแรงโน้มถ่วงของโลก
2)      แรงที่เกิดจากการกระทำของสิ่งมีชีวิต เช่น การดึง การผลัก การยกของขึ้นที่สูง การขว้างปาสิ่งของ หรืออาจเป็นแรงจากเครื่องจักรกลที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น

2.      แรงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ
แรงมีผลทำให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่ คือ เปลี่ยนจากหยุดนิ่งเป็นการเคลื่อนที่ เปลี่ยนการเคลื่อนที่ให้เร็วขึ้น ช้าลง และหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนทิศทางของวัตถุในการเคลื่อนที่ได้

แรงที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุ มีดังนี้
1)       แรงดึง คือ แรงที่พยายามทำให้วัตถุต่าง ๆ เคลื่อนที่เข้ามาหา เช่น คนจูงสุนัข วัวลากเกวียน
2)      แรงผลัก คือ แรงที่พยายามทำให้วัตถุเคลื่อที่ไปข้างหน้า เช่น การขว้างปาสิ่งของ การเตะฟุตบอล การผลักประตู

3.      แรงโน้มถ่วงของโลก
แรงโน้มถ่วงของโลก หรือแรงดึงดูดของโลก คือ แรงที่โลกดึงดูดวัตถุต่าง ๆ ให้ตกลงสู่พื้นโลกเสมอ เซอร์ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1642 เป็นผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก โดยเขานั่งอยู่ใต้ต้นแอบเปิล และได้สังเกตเห็นลูกแอปเปิลทุกลูกตกลงสู่พื้น ไม่มีลูกใดเลยที่ลอยขึ้นไปบนอากาศ เขาจึงคิดว่า โลกต้องมีแรงที่ดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ไว้ไม่ให้หลุดลอยไป ซึ่งแรงนั้น คือแรงดึงดูดของโลกนั่นเอง
ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงของโลก มีดังนี้
1)       ดึงดูดวัตถุไม่ให้หลุดลอยไปนอกโลก
2)      ทำให้วัตถุทุกชนิดมีน้ำหนัก
3)      ช่วยผ่อนแรงในการยกของลงจากที่สูง
4)      ทำให้น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำทำให้เกิดแรงดันน้ำ นำไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้
5)      ช่วยดึงดูดดาวเทียมไม่ให้หลุดจากวงโคจรของโลก

โทษจากแรงโน้มถ่วงของโลก มีดังนี้
1)       ทำให้ร่างกายได้รับอันตราย และสิ่งของแตกหักเสียหายจากการตกจากที่สูง
2)      ต้องออกแรงมากเมื่อยกของขึ้นที่สูง หรือเดินขึ้นที่สูง เช่น เดินขึ้นบันได หรือปีนเขา

4.      แรงกับน้ำหนักของวัตถุ
การวัดขนาดของแรงที่กระทำต่อวัตถุโดยใช้เครื่องชั่งสปริงแบบแขวน โดยการออกแรงดึงสปริง ถ้าออกแรงมาก สปริงก็จะยืดออกมามาก ค่าขนาดของแรงที่อ่านได้ก็จะมีค่ามาก และขนาดของแรงมีหน่วยเป็นนิวตัน (N)
การที่แรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดวัตถุไว้ ทำให้วัตถุมีน้ำหนัก ดังนั้น น้ำหนักของวัตถุ คือ ปริมาณของแรงที่โลกดึงดูดวัตถุนั้นให้ตกลงสู่พื้น น้ำหนักของวัตถุขึ้นอยู่กับมวลของวัตถุนั้น ๆ ด้วย
มวลของวัตถุ คือ ปริมาณเนื้อสารที่มีในวัตถุ จะมีค่าคงที่ตลอดเวลา ไม่ว่าวัตถุจะอยู่ที่ใด วัตถุใดมีเนื้อสารมาก ก็จะมีมวลมาก และวัตถุใดมีเนื้อสารน้อย ก็จะมีมวลน้อย ดังนั้น วัตถุที่มีมวลมาก ก็มีน้ำหนักมาก ส่วนวัตถุที่มีมวลน้อยก็จะมีน้ำหนักน้อย
มวลของวัตถุจะคงที่เสมือ ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใด แต่น้ำหนักของวัตถุจะเปลี่ยนแปลงไปตามแรงดึงดูดของแต่ละสถานที่ เช่น ถ้าเราชั่งน้ำหนักบนดวงจันทร์ จะพบว่ามีน้ำหนักน้อยกว่าที่ชั่งบนโลก เพราะแรงดึงดูดของดวงจันทร์มีน้อยกว่าโลก
เราสามารถหาน้ำหนักของวัตถุ หรือขนาดของแรงดึงดูดที่กระทำต่อวัตถุได้ โดยใช้เครื่องมือชนิดต่าง ๆ เช่น เครื่องชั่งสปริง เครื่องชั่งดิจิทัล
    





Download - เนื้อหา