วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Blog เพื่อนการศึกษา

Blog เพื่อนการศึกษา

เนื้อหาใน blog นี้ เหมาะสำรับใช้เตรียมตัวสอบ ตลอดจนใช้เสริมพื้นฐานความรู้ให้แม่นยำ เพราะผู้จัดทำเชื่อเหลือเกินว่า ทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เกิดเป็นความชำนาญ ทำให้เกิดความคุ้นเคย คุ้นชิน

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ใน blog นี้ อาจจะยังไม่ครบทุกระดับชั้น เพราะผู้จัดทำ กำลังเก็บรวบรวม และทำแบบฝึกหัดขึ้นมาใหม่ อาจจะทำให้ล่าช้า ไปบ้าง ยังงัยก็ขออภัย แต่ในทุก ๆ วันจะพยายาม update ข้อสอบและแบบฝึกหัดใหม่ ๆ ให้

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

PreOnet-P3


เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net  - ประถมต้น




  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา
    • สรุปเนื้อหาตามบทเรียน
      • สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
      • สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
      • สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
      • สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
      • สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
    • แบบทดสอบ ชุดที่ 1
    • แบบทดสอบ ชุดที่ 2

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
    • แบบทดสอบชุดที่ 1
    • แบบทดสอบชุดที่ 2
    • แบบทดสอบชุดที่ 3
    • แบบทดสอบชุดที่ 4

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ
    • แบบทดสอบชุดที่ 1
    • แบบทดสอบชุดที่ 2

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา
    • แบบทดสอบชุดที่ 1
    • แบบทดสอบชุดที่ 2

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
    • แบบทดสอบชุดที่ 1
    • แบบทดสอบชุดที่ 2

  • กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
    • แบบทดสอบชุดที่ 1
    • แบบทดสอบชุดที่ 2 










วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

PreOnet-P3-Sciecce-4

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา วิทยาศาสตร์ - ชุดที่  4

















PreOnet-P3-Sciecce-3

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา วิทยาศาสตร์ - ชุดที่  3















PreOnet-P3-Sciecce-2

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา วิทยาศาสตร์ - ชุดที่  2


















PreOnet-P3-Sciecce-1

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - แนวข้อสอบวิชา วิทยาศาสตร์ - ชุดที่ 1















PreOnet-P3-Sciecce-Lesson8

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา วิทยาศาสตร์ - ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์


Download - เนื้อหา






ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์


ดวงอาทิตย์
          ลักษณะทั่วไปของดวงอาทิตย์
          ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง มีอายุประมาณ 5 พันล้านปี อยู่ห่างจากโลกโดยเฉลี่ย 149.6 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าโลกประมาร 109 เท่า อุณหภูมิพื้นที่ผิวของดวงอาทิตย์สูง 6,000 เคลวิน หรือ 55,727 องศาเซลเซียส มีแรงดึงดูดที่พื้นผิวเป็น 28 เท่า ของแรงดึงดูดที่พื้นผิวโลก ทำให้เกิดระบบสุริยะ โดยมีดาวเคราะห์ 8 ดวง ดังจันทร์ บริวาร ดาวเคราะห์รวมกันกว่า 60 ดวง ดาวเคราะห์น้อยหลายหมื่นดวง และดาวหางจำนวนมาก

          แหล่งกำเนิดพลังงานของดวงอาทิตย์
          พลังงานของดวงอาทิตย์เกิดจากปฏิริริยาฟิวชัน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ในใจกลางดวงอาทิตย์ โดยรวม ไฮโดรเจน 2 อะตอมไปเป็น 1 อะตอมของฮีเลียม ดวงอาทิตย์ให้พลังงานถึงสี่แสนล้านล้านกิโลวัตต์ โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ส่วนน้อยประมาณ 1:2,200 ล้าน แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบนิเวศ

          การหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์
          ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเองครบรอบในเวลาประมาณหนึ่งเดือน และมีทิศทางตามการหมุนรอบตัวของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งดาวเคราะห์ต่าง ๆ นั้นโคจรไปรอบดวงอาทิตย์
          ในแต่ละวัน เราจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และปรากฏเคลื่อนที่ไปบนท้องฟ้า จนตกลับของฟ้าทางทิศตะวันตกในตอนเย็น เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การขึ้นตกของดวงอาทิตย์ โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก 1 รอบ ใช้เวลา 24 ชั่วโมง ในขฯที่โลกหันข้างหนึ่งไปหาดวงอาทิตย์ ส่วนที่ถูกแสงก็กลายเป็นกลางวัน อีกส่วนที่ยังไม่ถูกแสงก็กลายเป็นกลางคืน ที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรนั้น กลางวันและกลางคืนจะมีเวลาเท่ากัน คอ 12 ชั่วโมง แต่เป็นเพราะว่าแกนของโลกเอียง (โลกหมุนรอบตัวเอง จะต้องหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลก เหนือ และขั้วโลกใต้ และจุดศูนย์กลางของโลก แกนสมมติที่โลกหมุนรอบ เรียกสั้น ๆ ว่า แกนโลก) ดังนั้น วันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือ วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือ เวลากลางวันในฤดูร้อนจะยาวนานมาก ในบริเวณขั้วโลกจะมีเวลากลางวันตลอด 24 ชั่วโมงในฤดูร้อน

          กำหนดทิศ
          การที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และตกในทิศตะวันตกในตอนเย็น จึงสามารถกำหนดทิศได้โดยสังเกตจากการขึ้น และการตกของดวงอาทิตย์ โดยให้ด้านที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นทิศตะวันออก และด้านที่เห็นดวงอาทิตย์ตก เป็นทิศตะวันตก เมื่อใช้ทิศตะวันออกเป็นหลัก โดยให้ด้านขวามืออยู่ทางทิศตะวันออก ด้านซ้ายมืออยู่ทางทิศตะวันตก ด้านหน้าจะเป็นทิศเหนือ และด้านหลังจะเป็นทิศใต้

          ดวงจันทร์
          ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก อยู่ห่างออกไป 380,000 กิโลเมตร มีน้ำหนัก 1/8 เท่า ของโลก มีปริมาตร 1/50 และมีแรงดึงดูดเท่า 1/6 ของโลก  เนื่องจากดวงจันทร์จะหมุนและโคจรสัมพัน์กับโลกในเวลาพอดี จึงทำให้เราได้เห็นดวงจันทร์เพียงครึ่งเดียว ไม่ว่าจะมองจากส่วนไหนของโลก การที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ทำให้คนบนโลกเห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างกัน คือ ณ ตำแหน่งที่ 1 จะไม่เห็นดวงจันทร์เลย เพราะดวงจันทร์หันด้านมืดมาทางโลก เมื่อดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งที่ 2 จะสว่างเพิ่มขึ้น เมื่ออยู่ตำแหน่งที่ 3 จะสว่างครึ่งดวง มืดครึ่งดวง เมื่ออยู่ตำแหน่งที่ 4 ด้านสว่างจะเพิ่มขึ้น จนกระทั่งดวงจันทร์มาอยู่ ณ ตำแหน่งที่ 5 ด้านที่หันเข้าหาโลกจะเป็นด้านสว่างทั้งหมด จึงเห็นดวงจันทร์เป็นวงกลม และเมื่อโคจรต่อไปก็จะค่อย ๆ สว่างลดลงจนกลับมาอยู่ที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ซึ่งจะกินเวลา 1 เดือน ด้านที่สว่างของดวงจันทร์ คือ ด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์
          เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์จะเป็นวันข้างแรม 14 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ คือ เป็นคืนเดือนมืด ดวงจันทร์หันด้านที่ไม่ได้แสงจากดวงอาทิตย์มายังโลก และเมื่อเวลาผ่านไป ดวงจันทร์โคจรรอบโลกไปเรื่อย ๆ โดยที่คนบนโลกจะเห็นด้านสว่างของดวงจันทร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นเวลาประมาณ 15 วัน ดวงจันทร์จะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง และ ณ ตำแหน่งนี้ของดวงจันทร์ คนบนโลกจะเห็นว่า ดวงจันทร์สว่างเต็มดวง เนื่องจากคนบนโลกเห็นด้านที่ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด ซึ่งจะตรงกับวันข้างขึ้น 15 ค่ำ



          การเคลื่อนที่ของดวงจันทร์
1.       คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์เปลี่ยนตำแหน่งจากท้องฟ้าซึกตะวันออกไปยังทิศตะวันตก เราเรียกว่า การเคลื่อนที่ปรากฏประจำวัน แต่การเคลื่อนที่ที่แท้จริงนั้น ดวงจันทร์จะเปลี่ยนตำแหน่งจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก เรียกว่า การเคลื่อนที่แท้จริง
2.      ดวงจันทร์เคลื่อนที่รอบโลกเป็นวงรี จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศเดียวกับการหมุนรอบตัวเองของโลก โลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบใช้เวลา 24 ชั่วโมง ดวงจันทร์โคจรรอบโลกหนึ่งรอบใช้เวลา 29.5 วัน หรือเวลาประมาณ 30 วัน จึงทำให้ดวงจันทร์ปรากฏให้เห็น ณ ตำแหน่งเดิมช้าลงทุก ๆ วัน วันละประมาณ 50 นาที
3.      วันข้างขึ้น ดวงจันทร์จะขึ้นในเวลากลางวัน และตกในเวลากลางคืน ส่วนวันข้างแรม ดวงจันทร์ขึ้นในเวลากลางคืน และตกในเวลากลางวัน

4.      การหมุนรอบตัวเองของดวงจันทร์ และการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ใช้เวลาเท่ากัน ดังนั้น จึงทำให้ระยะเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลกเท่ากับระยะเวลาที่หมุนรอบตัวเอง ระยะเวลานี้ เมื่อเทียบต่อดาวฤกษ์ที่อยู่เบื้องหลังเท่ากับ 1 เดือนทางดาราคติ ซึ่งเทียบต่อดวงอาทิตย์เป็นเวลา 27 1/3 วัน
















PreOnet-P3-Sciecce-Lesson7

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา วิทยาศาสตร์ - น้ำและอากาศบนโลก


Download - เนื้อหา





น้ำและอากาศบนโลก


น้ำกับสิ่งมีชีวิต
          บนผิวโลกของเราประกอบไปด้วยพื้นน้ำ 3 ส่วน พื้นดิน 1 ส่วน น้ำมีทั้งน้ำบนผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำในบรรยากาศ

-        น้ำผิวดิน ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ห้วย ลำธาร ทะเล ทะเลสาบ และมหาสมุทร เป็นน้ำที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์มากที่สุด
-        น้ำใต้ดิน มี 2 ประเภท คือ น้ำในดิน และน้ำบาดาล
-        น้ำในบรรยากาศ เช่น ไอน้ำ ละอองน้ำในอากาศ เป็นต้น

วัฏจักรของน้ำ
          วัฏจักรของน้ำ คือ ลักษณะของน้ำที่หมุนเวียน เกิดจากการระเหยของน้ำบนพื้นโลก โดยแสงแดด ความร้อน ลม เมื่อไอน้ำลอยขึ้นสูง จะรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ แล้วเคลื่อนที่ไปตามกระแสลม เมื่อไปกระทบความเป็นเป็นฝนตกลงมาสู่พื้นดิน น้ำฝนไหลลงสู่แหล่งน้ำ บนผิวดิน และใต้ดินต่อไป ปรากฏการณ์หมุนเวียนของน้ำ เราเรียกว่า วัฏจักรของน้ำ

สมบัติของน้ำ
1.      สถานะของน้ำ
น้ำมีได้ 3 สถานะ คือ สถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส ที่ภาวะปกติ น้ำมีสถานะเป็นของเหลว และมีรูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ
น้ำเมื่อได้รับความร้อนถึงจุดเดือนจะเปลี่ยนไปเป็นสถานะไอ หรือ สถานะแก๊ส และเช่นเดียวกับเมื่อน้ำได้รับความเย็นจะเปลี่ยนไปเป็นสถานะของของแข็งที่อุณหภูมิศูนย์องศาเซลเซียส



2.      การเคลื่อนที่ของน้ำ
น้ำจะไหลเคลื่อนที่เพื่อรักษาระดับผิวน้ำให้เท่ากันเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะที่มีรูปร่างต่างกันอย่างไร
น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกว่า ด้วยแรงดึงดูดของโลก ซึ่งทำให้น้ำจากที่สูงไหลไปรวมกับน้ำในแหล่งต่าง ๆ ที่ต่ำกว่า เช่น น้ำตก น้ำในทะเล มหาสมุทร

3.     แรงดันของน้ำ
แรงดันของน้ำ คือ แรงของน้ำที่กดลงบนพื้นที่บริเวณหนึ่ง ๆ แรงดันของน้ำจะสัมพันธ์กับระดับความลึกของน้ำ โดยน้ำที่ระดับเดียวกันจะมีแรงแรงดันของน้ำเท่ากัน และน้ำที่ระดับลึกกว่าจะมีแรงดันมากกว่าน้ำที่ระดับตื้นกว่า

ประโยชน์ของน้ำ
  1)      คนและสัตว์ใช้ดื่มกิน ใช้ประกอบอาหาร ชำระล้างร่างกาย สิ่งสกปรก และเหงื่อไคลที่ติดตามร่างกาย
  2)     ใช้ในการเกษตร การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์
  3)     ใช้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรมทุกชนิด เพราะอุตสาหกรรมทุกประเภทต้องอาศัยน้ำ เป็นวัตถุดิบ เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม ใช้ระบายความร้อนของเครื่องจักร เครื่องยนต์ ใช้ล้างทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ และกากของเสียต่าง ๆ เป็นต้น
  4)      ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อสื่อสาร และติดต่อทางการค้า
  5)     เรานำพลังงน้ำจากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตติ์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นต้น
  6)     เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และพืช เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย และสาหร่ายทุกชนิด
  7)      เป็นแหล่งของทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แก๊สธรรมชาติ และเกลือ เป็นต้น
  8)     เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ






อากาศกับสิ่งมีชีวิต
          อากาศเป็นสสารชนิดหนึ่ง มีตัวตน มีน้ำหนัก ต้องการที่อยู่และสัมผัสได้ โลกของเรามีอากาศห่อหุ้มอยู่ เราเรียกอากาศที่อยู่รอบตัวเรา และห่อหุ้มโลกของเราว่า บรรยากาศ

ส่วนประกอบของอากาศ
          อากาศประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด ส่วนประกอบของแก๊สที่สำคัญในอากาศโดยปริมาตร ได้แก่
-        ไนโตรเจน จำนวนร้อยละ 78
-        ออกซิเจน จำนวนร้อยละ 21
-        อาร์กอน จำนวนร้อยละ 0.93
-        คาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนร้อยละ 0.03
-        แก๊สอื่น ๆ ฝุ่นละอองและไอน้ำ จำนวนร้อยละ 0.04

สมบัติของอากาศ
  1)      อากาศมีตัวตนและสัมผัสได้
  2)     อากาศมีน้ำหนัก
  3)     อากาศต้องการที่อยู่
  4)      อากาศเคลื่อนที่ได้ อากาศเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัว และลอยตัวสูงขึ้นทำให้ความหนาแน่นของอากาศบริเวณนี้ลดลง อากาศบริเวณใกล้เคียงที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าความหนาแน่นมากกว่าจะเข้ามาแทนที่ ซึ่งเราเรียกว่า การเคลื่อนที่ของอากาศ หรือ ลม


อากาศจะเกิดการเคลื่อนที่อยู่เสมอ บางเวลาเคลื่อนที่น้อย บางเวลา เคลื่อนที่มาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอากาศขึ้น ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ เช่น มีลมพัด มีเมฆ มีฝนตก เป็นต้น
อุณหภูมิ คือ ระดับความร้อนหนาวของอากาศ ถ้าอากาศหนาวอุณหภูมิจะลดต่ำลง ถ้าอากาศร้อนอุณหภูมิจะสูงขั้น เครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิ หรือระดับความร้อนหนาวของสิ่งต่าง ๆ คือ เทอร์มอมิเตอร์ หน่วยของอุณหภูมใช้หน่วยเป็นองศาเซลเซียส และองศาฟาเรนไฮต์


ประโยชน์ของอากาศ
  1)      อากาศเป็นสิ่งจำเป็นในการหายใจของสิ่งมีชีวิต ถ้าขาดอากาศ สิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
  2)     อากาศช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะ โดยทำหน้าที่คล้ายเครื่องปรับอุณหภูมิ ไม่ให้ร้อน หรือเย็นเกินไป นอกจากนั้น บรรยากาศที่หุ้มห่อโลกของเรายังทำหน้าที่กรอง และดูดรังสีอัลตราไวโอเลต หรือแสงเหนือม่วงไว้ไม่ให้ผ่านเข้ามาสู่โลกชั้นในมากจนเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิต
  3)     ช่วยป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มาจากภายนอกโลก เช่น อุกกาบาต ขยะอวกาศ

  4)      ทำให้เกิดเมฆฝน และเกิดฝน















PreOnet-P3-Sciecce-Lesson6

เตรียมตัวสอบ O-Net - แนวข้อสอบ O-Net - ประถมต้น (แนวข้อสอบ O-Net ป.3) - เนื้อหาวิชา วิทยาศาสตร์ - ไฟฟ้าในบ้าน




ไฟฟ้าในบ้าน


ไฟฟ้า
          ไฟฟ้า เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานอย่างอื่นได้ และเป็นพลังงานที่มนุษย์นำมาใช้เป็นพลังงานสำหรับเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้สามารถทำงานได้
          พลังงานไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ใช้งานได้สะดวกอย่างแพร่หลายที่สุด คือ ไฟฟ้ากระแส

ไฟฟ้ากะแส แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.       ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นไฟฟ้ากระแสที่ได้จากแบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย และไดนาโมกระแสตรง
2.      ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นไฟฟ้ากระแสที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไป ไฟฟ้าชนิดนี้มาจากการหมุนของไดนาโมกระแสสลับ หรือแหล่งพลังงานอื่น ๆ

แบ่งประเภทของโรงไฟฟ้าตามวิธีการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ดังนี้
1.      โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นโรงไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนที่เก็บน้ำ ให้พลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ไปขับดันกังหัน เมื่อกังหันหมุน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งต่ออยู่กับกังหันก็จะหมุนตามไปด้วย ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงานผลิตกระแสออกมา โรงไฟฟ้าแบบนี้เราเรียกว่า เขื่อนผลิตไฟฟ้า เขื่อนที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญ ได้แก่ เขื่อภูมิพล เขื่อนสิริกิตติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนรัชชประภา เป็นต้น

2.      โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน
โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ความร้อนจากการนำเชื้อเพลิงมาทำให้เกิดการเผาไหม้ มาต้มน้ำให้เดือด แล้วใช้แรงดันจากไอน้ำเดือดนั้นมาทำให้ใบพัดที่ติดกับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น พลังงานความร้อนเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทยได้มากที่สุด
3.     โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์แสงอาทิตย์เซลล์หนึ่งให้กำลังไฟฟ้าไม่มากนัก แต่เอนำมาต่อกัน   หลาย ๆ เซลล์ ก็จะทำให้กำลังไฟฟ้าสูงขึ้น และนำไปใช้งานได้
ปัจจุบันเซลล์สุริยะมีราคาแพง ในขณะที่มีประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น หากต้องการพลังงานมาก ๆ เพื่อจำหน่างให้ตามบ้านเรือน จะต้องใช้เซลล์สุริยะที่มีขนาดใหญ่ และต้องใช้พื้นที่มาก
การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษใด ๆ นอกจากนั้นเซลล์สุริยะมีประโยชน์มากในอวกาศ ดาวเทียมต่าง ๆ ที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกจึงมีเซลล์สุริยะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของดาวเทียม

4.     โรงไฟฟ้าพลังงานลม
โรงไฟฟ้าพลังงานลม เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานลมมาทำให้แกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุน และผลิตพลังงานไฟฟ้าออกมา เครื่องกังหันลม จะมีกลไกปรับทิศทางให้ตัวกังหันปะทะลมได้เต็มที่ตลอดเวลา
ปัจจุบัน มีการติดตั้งกังหันลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต
ข้อเสียของการผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลม คือ มีเสียงดัง และถ้าติดตั้งเป็นจำนวนมาก ก็จะทำลายทัศนียภาพ

5.     โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ
โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นโรงไฟฟ้าที่นำพลังงานความร้อนจากใด้พิภพมาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยนำไอน้ำจากแหล่งความร้อนที่มีไอน้ำอยู่ มาหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า ปัจจุบันได้มีการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพผลิตกระแสไฟฟ้าที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

6.     โรงไฟฟ้าปรมาณู หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
โรงไฟฟ้าปรมาณู เป็นการใช้พลังงานปรมาณูผลิตกระแสไฟฟ้า โดยนำความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ไปต้มน้ำให้เดือดกลายเป็นไอ แล้วให้ไอน้ำหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า


7.     โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขึ้นน้ำลง
นอกจากโรงไฟฟ้าที่ได้กล่าวถึงแล้ว ยังมีโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง โดยสร้างเขื่อนขวากตรงปากอ่าวที่มีความกว้างไม่มากนัก หรือขวางแม่น้ำ โดยมีช่องให้น้ำไหลผ่าน ภายในช่องจะมีกังหันซึ่งต่ออยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันนี้จะหมุน ขณะที่น้ำขึ้นน้ำลง
ข้อเสียของโรงไฟฟ้าแบบนี้ คือ จะผลิตกระแสไฟฟ้าขณะที่น้ำกำลังขึ้น และกำลังลงเท่านั้น และทำให้พืชและสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในอ่าว ได้รับผลกระทบจากช่วงเวลาการท่วมของน้ำที่นานขึ้นกว่าเดิม

8.     โรงไฟฟ้าพลังงานคลื่น
โรงไฟฟ้าพลังงานคลื่น นำพลังงานคลื่นในทะเลและมหาสมุทรมาใช้ โดยสร้างเป็นสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ในทะเลบริเวณน้ำตื้น แล้วให้พลังงานจากคลื่นไปผ่านกลไกที่ออกแบบเป็นพิเศษ ซึ่งจะไปทำให้แกนของเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าหมุน

เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
1.      เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน
เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานความร้อน เช่น เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวฟ้า กาต้มน้ำร้อน เป็นต้น

2.      เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล
เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล เช่น พัดลม เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เครื่องซักผ้า เป็นต้น

3.     เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ทั้งพลังงานกล และพลังงานความร้อน
เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกล และพลังงานความร้อนพร้อม ๆ กัน อุปกรณ์หลักมี 2 อย่าง คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล เช่น มอเตอร์ และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เช่น ลวด นิโครม
ตัวอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องเป่าผม   เป็นต้น

4.     เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง
เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนให้เป็นแสงสว่าง ได้แก่ หลอดไฟประเภทต่าง ๆ เช่น หลอนอินแคนเดสเซนต์ (หลอดไส้) หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดเรืองแสง) และหลอดนีออน เป็นต้น

5.     เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียงและภาพ

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้จะมีอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบ เปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าและสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ออกสู่ลำโพงเป็นเสียง และออกสู่จอเป็นภาพ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น