วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Blog เพื่อนการศึกษา

Blog เพื่อนการศึกษา

เนื้อหาใน blog นี้ เหมาะสำรับใช้เตรียมตัวสอบ ตลอดจนใช้เสริมพื้นฐานความรู้ให้แม่นยำ เพราะผู้จัดทำเชื่อเหลือเกินว่า ทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เกิดเป็นความชำนาญ ทำให้เกิดความคุ้นเคย คุ้นชิน

สำหรับเนื้อหาต่าง ๆ ใน blog นี้ อาจจะยังไม่ครบทุกระดับชั้น เพราะผู้จัดทำ กำลังเก็บรวบรวม และทำแบบฝึกหัดขึ้นมาใหม่ อาจจะทำให้ล่าช้า ไปบ้าง ยังงัยก็ขออภัย แต่ในทุก ๆ วันจะพยายาม update ข้อสอบและแบบฝึกหัดใหม่ ๆ ให้

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

***ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3***

***ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3***






    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - แบบทดสอบ ชุดที่ 2

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - แบบทดสอบ ชุดที่ 2



















    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - แบบทดสอบ ชุดที่ 1

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - แบบทดสอบ ชุดที่ 1

















    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 7 ท้องฟ้า - กิจกรรมที่ 1 ทบทวนเนื้อหาตามบทเรียน

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 7 ท้องฟ้า - กิจกรรมที่ 1 ทบทวนเนื้อหาตามบทเรียน






    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 7 ท้องฟ้า - แบบทดสอบ

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 7 ท้องฟ้า - แบบทดสอบ







    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 7 ท้องฟ้า (สรุปเนื้อหา)

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 7 ท้องฟ้า (สรุปเนื้อหา)


    Download - เนื้อหา



    บทที่ 7 ท้องฟ้า



    สรุปเนื้อหา  


          ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า
          การขึ้น – ตก ของดวงอาทิตย์
          ในตอนเช้า เราจะสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก ทำให้โลกมีแสงสว่าง สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนแล้วแต่อาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในการทำกิจกรรม  ต่าง ๆ และในตอนเย็น ดวงอาทิตย์ก็จะตกลับของฟ้าด้านทิศตะวันตก ทำให้โลกของเรามืด

          การขึ้น – ตก ของดวงจันทร์
          ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เรามองเห็นดวงจันทร์มีแสงสว่าง เนื่องจากแสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบดวงจันทร์ แล้วสะท้อนมายังโลก ดวงจันทร์มีการหมุนรอบตัวเอง และโคจรรอบโลก โดยหมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกา เช่นเดียวกับโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ การขึ้น และตก ของดวงจันทร์ เช่นเดียวกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ คนบนโลกจะสังเกตเห็นดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก
          ดวงจันทร์ที่เราเห็นในแต่ละคืน จะมีลักษณะการเว้า แตกต่างกัน ในวันแรม 15 ค่ำ ดวงจันทร์จะมืดสนิท เราจะมองไม่เห็นดวงจันทร์ตลอดคืน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เราจะมองเห็นดวงจันทร์เป็นวงกลม สว่างเต็มดวง และในบางคืน เราจะมองเห็นดวงจันทร์เป็นเสี้ยว

          การเกิดกลางวัน – กลางคืน
          การที่โลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ส่งมายังโลกของเราในแต่ละบริเวณไม่เท่ากัน บริเวณของโลกที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางวัน ซึ่งใช้เวลานาน 12 ชั่วโมง ส่วนอีกด้านหนึ่งของโลกที่ไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ จะเป็นเวลากลางคืน ซึ่งใช้เวลานาน 12 ชั้วโมง เช่นเดียวกับเวลากลางวัน
          โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ทำให้เกิดกลางวันและกลางคืนขึ้น ในแต่ละประเทศบนโลก ซึ่งการเกิดกลางวันและกลางคืนในแต่ละประเทศนั้นจะไม่พร้อมกัน ประเทศที่อยู่ด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ จะเป็นเวลากลางวัน ส่วนประเทศที่อยู่ด้านที่หันออกจากดวงอาทิตย์ จะเป็นเวลากลางคืน เช่น ประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่คนละด้านของโลก เมื่อประเทศไทยเป็นเวลากลางคืน ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นเวลากลางวัน และเมื่อประเทศไทยเป็นเวลากลางวัน ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นเวลากลางคืน

          ทิศบนโลก
          นักวิยาศาสตร์ ได้กำหนดทิศบนโลก โดยสังเกตการณ์ขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ โดยกำหนดให้ด้านที่สังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า เป็นทิศตะวันออก และด้านที่ดวงอาทิตย์ตกลับของฟ้า เป็นทิศตะวันตก เมื่อใช้ทิศตะวันออกเป็นหลัก โดยให้ขวามือของเราอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ด้านซ้ายมือของเราจะเป็นทิศตะวันตก ด้านหน้าของเราจะเป็นทิศเหนือ และด้านหลังของเราจะเป็นทิศใต้
          การกำหนดทิศ มีความสำค้ญมากในการบอกทิศทาง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เช่น การจัดทำแผนที่ และการใช้แผนที่ โดยถือว่าส่วนบนของแผนที่หันไปทางทิศเหนือเสมอ ด้านขวาของแผนที่เป็นทิศตะวันออก ด้านซ้ายของแผนที่เป็นทิศตะวันตก และส่วนล่างของแผนที่เป็นทิศใต้















    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก - กิจกรรมที่ 2 ทบทวนเนื้อหาจากบทเรียน

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก - กิจกรรมที่ 2 ทบทวนเนื้อหาจากบทเรียน






    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก - กิจกรรมที่ 1 ทบทวนเนื้อหาจากบทเรียน

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก - กิจกรรมที่ 1 ทบทวนเนื้อหาจากบทเรียน






    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก - แบบทดสอบ

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก - แบบทดสอบ










    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก (สรุปเนื้อหา)

    ติวเข้มก่อนสอบ - วิทยาศาสตร์ ป.3 - บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก (สรุปเนื้อหา)

    Download - เนื้อหา




    บทที่ 6 น้ำและอากาศบนโลก





    สรุปเนื้อหา  



          น้ำและอากาศกับสิ่งมีชีวิต
          โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ที่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เนื่องจากมีปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต คือ น้ำ และอากาศ ซึ่งมีสมบัติและองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต หากขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งมีชีวิตก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

          น้ำเพื่อชีวิต
          บริเวณพื้นผิวโลกของเรา มีส่วนที่ปกคลุมด้วยน้ำ 3 ใน 4 ส่วนของพื้นโลก โดยที่น้ำส่วนใหญ่เป็นน้ำในทะเลและมหาสมุทรซึ่งมีรสเค็ม เรียกว่า น้ำเค็ม ส่วนที่เหลือ เช่น แม่น้ำ ลำธาร และน้ำในบรรยากาศเป็นน้ำจืด ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการอุปโภคและบริโภคได้
          น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์จำเป็นต้องใช้น้ำในกระบวนการต่าง ๆ มากมาย ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดน้ำจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยเฉพาะมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบในร่างกายมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์

          แหล่งน้ำ
         เราสามารถแบ่งแหล่งน้ำที่พบบนโลกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
    1)    น้ำผิวดิน เป็นน้ำที่เราพบเห็นบนผิวโลก เช่น น้ำในแม่น้ำ ลำธาร คลอง หนอง บึง ทะเล มหาสมุทร
    2)  น้ำใต้ดิน เป็นน้ำผิวดินที่ซึมอยู่ตามชั้นดิน ตะกอน หรือตามชั้นหิน เช่น น้ำบาดาล น้ำบ่อ เราสามารถนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ โดยการขุดเป็นบ่อให้ลึกลงไปจนถึงชั้นของน้ำใต้ดิน
    3)   น้ำในอากาศ เป็นน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินที่ระเหยเป็นไอน้ำแทรกอยู่ในอากาศ โดยที่เราจะมองไม่เห็นไอน้ำในอากาศ

    เมื่อน้ำในแหล่งต่าง ๆ ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะเกิดการระเหยกลายเป็นไอ แล้วรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ เมื่อก้อนเมฆได้รับความเย็นจะเกิดการควบแน่นกันตกลงมาเป็นฝน บางส่วนไหลรวมกันเป็นแหล่งน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำ คลอง ทะเล มหาสมุทร บางส่วนไหลซึมลงไปในชั้นใต้ดิน บางส่วนระเหยเป็นไอน้ำอยู่ในอากาศเกิดวนเวียนเช่นนี้ไปคลอด เรียกว่า วัฏจักรของน้ำ


          สมบัติของน้ำ
          น้ำเกิดจากการรวมตัวกันระหว่างแก๊สไฮโดรเจนกับแก๊สออกซิเจน น้ำบริสุทธิ์จะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส น้ำมีสมบัติเฉพาะตัวหลายประการ ดังนี้
    1)   สถานะของน้ำ
    น้ำแบ่งได้ 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส โดยแต่ละสถานะ สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
    ·       น้ำในสถานะของแข็ง มีรูปร่าง และปริมาตรคงที่ เช่น น้ำแข็ง หิมะ ลูกเห็บ น้ำค้างแข็ง หรือที่เรียกว่า แม่คะนิ้ง ซึ่งมักพบเห็นบริเวณที่มีอากาศหนาว เช่น บริเวณภาคเหนือของไทย
    ·       น้ำในสถานะของเหลว จะมีปริมาตรคงที แต่มีรูปร่างไม่คงที่ โดยจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามภาชนะที่บรรจุ น้ำที่อยู่ในสถานะของเหลว เราพบได้ทั่ว ๆ ไปตามแหล่งน้ำต่าง ๆ
    ·       น้ำในสถานะแก๊ส มีรูปร่างปละปริมาตรไม่คงที่ โดยจะฟุ้งกระจายตามภาชนะที่บรรจุ น้ำที่อยู่ในสถานะแก๊ส เราจะพบในรูปของไอน้ำ ซึ่งเกิดจากการที่น้ำได้รับความร้อนแล้วระเหยกลายเป็นไอน้ำอยู่ในบรรยากาศ

    การระเหยของน้ำเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ดังนี้
    ·       อุณหภูมิ น้ำที่ได้รับความร้อน จะมีอุณหภูมิ จึงเกิดการระเหยกลายเป็นไอได้เร็วขึ้น
    ·       พื้นผิวด้านหน้า พื้นผิวด้านหน้ากว้าง จะทำให้การระเหยของน้ำกลายเป็นไอได้เร็วกว่าพื้นผิวแคบ
    ·       ลม ลมที่แรงจะทำให้การระเหยของน้ำเร็วขึ้น เช่น ตากผ้าบริเวณที่มีลมพัด จะทำให้ผ้าแห้งเร็ว เนื่องจากน้ำระเหยกลายเป็นไอได้เร็วขึ้น
    ·       ความชื้น ถ้าความชื้นในอากาศค่ำ แสดงว่า ปริมาณน้ำในอากาศมีน้อย จะทำให้การระเหยของน้ำเร็วขึ้น ตรงกันข้ามถ้าความชื้นในอากาศสูง แสดงว่าปริมาณน้ำในอากาศมีมากจะทำให้อัตราการระเหยของน้ำช้าลง

    2)  น้ำสามารถละลายสารบางอย่างได้
    สารต่าง ๆ สามารถละลายน้ำได้ไม่เท่ากัน บางชนิดละลายได้ดี บางชนิดละลายได้เพียงเล็กน้อย บางชนิดไม่ละลายในน้ำ ตัวอย่างสารที่ละลายในน้ำได้ เช่น น้ำตาล เกลือ ผงซักฟอก ส่วนสารที่ไม่ละลายในน้ำ เช่น น้ำมัน วาสลิน

    3)  น้ำเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามภาชนะที่บรรจุ
    น้ำในสถานะของเหลวจะมีรูปร่างที่ไม่คงที่ โดยจะเปลี่ยนรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุอยู่ แต่จะมีปริมาตรคงที่

    4) ผิวหน้าของน้ำอยู่ในแนวรามเสมอ
    น้ำไหลเคลื่อนที่เพื่อรักษาระดับผิวหน้าให้เท่ากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะบรรจุอยู่ในภาชนะใด น้ำก็จะมีผิวหน้าเรียบเสมอ

          ประโยชน์ของน้ำ
          น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ใช้น้ำเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อทำให้กระบวนการต่าง ๆ ภายในของสิ่งมีชีวิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในชีวิตประจำวันของมนุษย์ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำอยู่ตลอดเวลา และใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างมาก เช่น

    1)   ใช้ในการบริโภค
    ในร่างกายของเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำหนักตัว น้ำเป็นส่วนระกอบที่สำคัญของเลือด ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงอาหารและแก๊สออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าร่ายกายขาดน้ำจะทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายผิดปกติ เช่น ระบบขับถ่าย
    เนื่องจากน้ำช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก ถ้าขาดน้ำ จะทำให้ท้องผูก ซึ่งหากท้องผูกบ่อย ๆ อาจเป็นโรคริดสีดวงทวารได้ ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำมาก ๆ ในหนึ่งวัน ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6 – 8 แก้ว เพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป


    2)  ใช้ในการอุปโภค
    มนุษย์ใช้น้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกาย ทำความสะอาดเสื้อผ้า สิ่งของ และเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี และป้องกันการสะสมของเชื้อโรค

    3)  ใช้ในการเกษตร
    น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก เนื่องจากน้ำช่วยละลายแร่ธาตุในดิน จากนั้นพืชจะใช้รากดูดน้ำและแร่ธาตุในดินไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต ถ้าพืชขาดน้ำจะทำให้เหี่ยวเฉา ไม่เจริญเติบโตและอาจตายได้ นอกจากการเพาะปลูกที่จำเป็นต้องใช้น้ำแล้ว การเลี้ยงสัตว์ก็อาศัยน้ำเพื่อให้สัตว์กิน ใช้น้ำเพื่อทำความสะอาด หรือใช้น้ำเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์น้ำบางชนิด
    4) ใช้เป็นแหล่งอาหาร
    แหล่งน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและพืชน้ำมากมายหลายชนิด เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา สาหร่ายทะเล ซึ่งสัตว์และพืชเหล่านี้เป็นอาหารที่สำคัญของมนุษย์ แหล่งน้ำจึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของมนุษย์

    5) ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า
    เราสามารถนำพลังงานจากการไหลของน้ำที่ตกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกว่ามาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ แล้วควบคุมการปล่อยน้ำในปริมาณจำกัด เพื่อนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า วิธีการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากน้ำนี้เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการใช้ถ่านหิน และน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงได้ ในประเทศไทยมีเขื่อนที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญ เช่น เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี

    6) ใช้ในอุตสาหกรรม
    โรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิต เช่น ใช้ล้างทำความสะอาดวัตถุดิบ ใช้ทำความสะอาดเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้ในการหล่อเย็นของเครื่องจักร ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตของอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง หากน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้กระบวนการผลิตไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    7) ใช้ในการคมนาคมขนส่งทางน้ำ
    เราสามารถใช้แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล มหาสมุทร เป็นเส้นทางในการคมนาคมและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งสามารถบรรทุกสินค้าได้ครั้งละมาก ๆ ค่าใช้จ่ายถูก และปลอดภัยกว่าการขนส่งทางบก หรือทางอากาศ

    8)  ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ
    แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก ทะเล มหาสมุทร นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของมนุษย์ นอกจากนี้แล้วยังเป็นแหล่งประกอบกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การว่ายน้ำ การดำน้ำ การตกปลา การพายเรือ

          การใช้น้ำอย่างประหยัด
          ในปัจจุบัน น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ มีปริมาณลดลง เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ บางแห่งน้ำเน่าเสีย ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์ ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อจะได้มีน้ำไว้ใช้ตลอดไป ซึ่งมีวิธีการง่าย ๆ เช่น
    1)    อาบน้ำด้วยฝักบวกประหยัดกว่าการใช้ขันตักอาบ แต่ควรปิดฝักบัวทุกครั้งขณะถูสบู่
    2)  ล้างจานโดยใช้กะละมัง ไม่ควรล้างจากก๊อก เพราะล้างได้ครั้งเดียว และมีปริมาณน้ำเสียจากการล้างมาก
    3)   แปรงฟันโดยใช้แก้วรองน้ำ ไม่แปรงฟันโดยใช้น้ำจากก๊อก เพราะต้องสูญเสียน้ำในปริมาณมาก
    4)  ล้างรถโดยใช้ถังใส่น้ำ ไม่ควรล้างโดยใช้สายยางฉีดน้ำ เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำในปริมาณมาก
    5)  หมั่นตรวจดูมิเตอร์น้ำว่าผิดปกติหรือไม่ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่ามีน้ำรั่วซึมหรือท่อน้ำแตกชำรุดในบ้านหรือไม่

    อากาศรอบตัวเรา
    อากาศมีอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ทุกหนทุกแห่งมีอากาศอยู่ทั้งสิ้น เราไม่สามารถมองเห็นอากาศได้ด้วยตาเปล่า แต่เราสามารถรู้สึกได้ว่ามีอากาศอยู่ เช่น ขณะที่เราโบกมือไปมาผ่านหน้าของตนเอง จะรู้สึกว่า มีสิ่งหนึ่งมาปะทะหน้าของเรา นั่นก็คืออากาศนั่นเอง หรือขณะที่เราเป่าลูกโป่ง ลูปโป่งจะพองขึ้น เนื่องจากมีอากาศอยู่ภายในลูกโป่ง จึงดันให้ลูกโป่งพองขึ้นได้ อากาศมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาก หากขาดอากาศหายใจประมาณ 5 – 6 นาที ทำให้เสียชีวิตได้

    ส่วนประกอบของอากาศ
    อากาศรอบตัวเราประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด รวมทั้งไอน้ำ ฝุ่นละออง เขม่าควันปะปนอยู่ ส่วนประกอบของอากาศประกอบด้วย แก๊สต่าง ๆ ดังนี้
    -      แก๊สไนโตรเจน ร้อยบะ 78
    -      แก๊สออกซิเจน ร้อยละ 21
    -      แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สอื่น ๆ รวมกันร้อยละ 1


    ·       แก๊สไนโตรเจน
    แก๊สไนโตรเจน เป็นแก๊สที่มีปริมาณมากที่สุดในอากาศ ไนโตรเจนในดินจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี การปลูกพืชบางชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว จะช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

    ·       แก๊สออกซิเจน
    แก๊สออกซิเจนเป็นแก๊สที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เนื่องจากสิ่งมีชีวิตต้องใช้ในกระบวนการหายใจ เราจะได้รับแก๊สออกซิเจนในบริเวณที่มีอากาศดี มีต้นไม้มาก ๆ เช่น ชายทะเล สวนสาธารณะ
    มนุษย์ มีปอดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่รับแก๊สออกซิเจนในอากาศเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด แล้วลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าขาดแก๊สออกซิเจน จะทำให้กระบวนการหายใจไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และเสียชีวิตในที่สุด
    นอกจากมนุษย์จะใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจแล้ว สัตว์ต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน แต่จะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่รับแก๊สออกซิเจนแตกต่างกัน เช่น ปลาใช้เหงือกเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่รับแก๊สออกซิเจนในน้ำ แมลงใช้ผิวหนังหรือท่อที่อยู่ข้างตัวทำหน้าที่รับแก๊สออกซิเจนในอากาศ

    ·       แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
    ในอากาศมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพียงเล็กน้อย แต่เป็นแก๊สที่มีความสำคัญต่อกระบวนสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช พืชสีเขียวจะใช้พลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ รวมกับแก๊สคาร์บอดไดออกไซด์ในอากาศ และใช้รากดูดน้ำและแร่ธาตุจากพื้นดินมาผลิตเป็นอาหารประเภทแป็ง และกายแก๊สออกซิเจนที่เกิดขึ้นสู่อากาศ

    ·       แก๊สอื่น ๆ ในอากาศ
    นอกจากนี้แล้วในอากาศยังมีแก๊สอื่น ๆ เช่น แก๊สฮีเลียม แก๊สนีออน แก๊สอาร์กอน เจือปนอยู่ด้วย แต่มีอยู่ในปริมาณน้อยมาก ซึ่งแก๊สเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น แก๊สนีออนใช้บรรจุในหลอดไฟโฆษณา แก๊สฮีเลียมใช้บรรจุในบอลลูน

          สมบัติของอากาศ
    1)    อากาศมีตัวตนและสัมผัสได้ เรามองไม่เห็นอากาศ แต่เราสามารถสัมผัสได้ว่า มีอากาศอยู่ โดยการโบกมือผ่านด้านหน้าตัวเองแล้วรู้สึกเย็น หรือการที่ใบไม้ไหวไปมาซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศ
    2)  อากาศมีน้ำหนัก ถ้าเรานำลูกโป่งไปชั่งน้ำหนัก โดยไม่ต้องเป่าลม แล้วหลังจากนั้นเป่าลมให้ลูกโป่งมีขนาดใหญ่แล้วนำไปชั่งอีกครั้ง ปรากฏว่าน้ำหนักของลูกโป่งที่เป่าลมมากกว่าน้ำหนักของลูกโป่งก่อนที่จะเป่าลม แสดงให้เห็นว่าอากาศมีน้ำหนัก
    3)   อากาศต้องการที่อยู่ ถ้าเรานำแก้วคว่ำลงในอ่างน้ำในแนวดิ่ง โดยติดกระดาไว้ที่ก้นแก้วด้านใน ปรากฏว่ากระดาที่ก้นแก้วไม่เปียกน้ำ เพราะน้ำไหลเข้าไปในแก้วไม่ได้ เนื่องจากในแก้วมีอากาศอยู่ แสดงว่าอากาศต้องการที่อยู่

    ความสำคัญของอากาศ
    1)    สิ่งมีชีวิตใช้อากาศในกระบวนการหายใจ
    2)  อากาศช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เช่น ในเวลากลางวัน อากาศที่หุ้มห่อโลกจะทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างช้าง ๆ และเย็นลงอย่างช้าง ๆ ในเวลากลางคืน ถ้าไม่มีอากาศห่อหุ้มโลกจะทำให้อุณหภูมิสูงมากในเวลากลางวันและอุณหภูมิต่ำมากในเวลากลางคืน ซึ่งสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในอุณหภูมิเช่นนี้
    3)   อากาศที่ห่อหุ้มโลกช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีของดวงอาทิตย์ เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
    4)  อากาศเป็นตัวกลางในการเคลื่อนที่ของเสียง ทำให้เราได้ยินเสียงเนื่องจากการเคลื่อนที่ของเสียงจะต้องอาศัยอากาศเป็นตัวกลางในการสั่นสะเทือน

    สิ่งเจือปนในอากาศ
    อากาศที่มีสารที่เป็นอันตรายเจือปนอยู่ จัดว่าเป็นอากาศเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ และยังส่งผลกระทบต่อสัตว์และพืชอีกด้วย สารเจือปนบางอย่างอาจทำลายวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินได้ แหล่งที่มาของสิ่งเจือปนในอากาศมีหลายแหล่ง ดังนี้
    1)    เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ป่า ภูเขาไฟระเบิด ทำให้เกิดฝุ่นละออง เขม่าควัน และแก๊สที่เป็นอันตรายต่าง ๆ
    2)  จากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ ซึ่งจะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์
    3)   จากโรงงานอุตสาหกรรม จะปล่อยแก๊สที่เป็นอันตรายบางชนิด เช่น แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเมื่อรวมตัวกับน้ำฝน จะทำให้น้ำฝนมีสภาพเป็นกรดที่เรียกว่า ฝนกรด
    4)  จากการเผาขยะและสิ่งปฏิกูล ทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และแก๊สที่เป็นอันตรายอีกหลายชนิด
    5)  จากโรงไฟฟ้า การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้น้ำมันและถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง จะทำให้เกิดแก๊สที่เป็นอันตราย เช่น แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เขม่าควัน ซึ่งจะทำลายสภาพแวดล้อม




    ผลกระทำจากสิ่งเจือปนในอากาศ
    ถ้ามีสิ่งเจือปนในอากาศในปริมาณมาก จะทำให้เกิดความเสียหายเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

    1)    เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ สิ่งเจือปนในอากาศทั้งแก๊สพิษและฝุ่นละออง สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินหายใจ และทางผิวหนัง ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เกิดอันตรายต่อระบบประสาท เช่น ถ้าหายใจเอาแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หมดสติ และเสียชีวิตได้
    2)  เกิดความเสียหายต่อวัสดุต่าง ๆ แก๊สบางชนิดที่เจือปนอยู่ในอากาศ เช่น แก๊สซัลเฟอร์ไดอกไซด์ เมื่อรวมกับน้ำฝน จะทำให้น้ำฝนมีสภาพเป็นกรด เรียกว่า ฝนกรด ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้วัสดุต่าง ๆ เสียหายได้ เช่น หินอ่อน โลหะต่าง ๆ เมื่อถูกฝนกรดกัดกร่อนทำให้เกิดความเสียหายได้
    3)   ทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น เช่น การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเกิดจากในอากาศมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก จึงกักเก็บความร้อนไว้ไม่ให้กระจายสู่บรรยากาศด้านบน ทำให้อากาศบริเวณผิวโลกร้อนขึ้น
    4)  ผลกระทบต่อการมองเห็น เช่น มีฝุ่นละออง เขม่าควัน จากการเผาขยะ เผากำจัดหญ้าบริเวณข้างถนน ทำให้มองเห็นทางในระยะไกลไม่ชัดเจน

    คุณภาพของน้ำ
    น้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ มีสิ่งเจือปนอยู่หลายชนิด ตามประเภทของแหล่งน้ำ ซึ่งสิ่งเจือปน นั้นมีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งเจือปนบางอย่างอาจมีประโยชน์ บางอย่างอาจเกิดโทษแก่สิ่งมีชีวิต ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาคุณภาพของน้ำจากแหล่งต่าง ๆ โดยพิจารณาจากปัจจัยที่บ่งบอกคุณภาพของน้ำ เช่น สี กลิ่น รส ความขุ่น ความเป็นกรด – เบส สารพิษที่เจือปนในน้ำ ปริมาณแก๊สออกซิเจนในน้ำ ความโปร่งใสของน้ำ

          การปรับปรุงคุณภาพน้ำ
          น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติอาจมีสิ่งเจือปนต่าง ๆ เจือปนอยู่ ดังนั้นก่อนจะนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ จึงต้องปรับปรุงให้มีคุณภาพดีขึ้น ให้เหมาะสมกับการบริโภค และอุปโภคด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น
    1)    การทำให้ตกตะกอนด้วยสารส้ม โดยการใช้สารส้มแกว่งในน้ำ จะทำให้สิ่งเจือปนที่ไม่ละลายในน้ำตกตะกอนนอนกันเร็วขึ้น น้ำที่อยู่ด้านบนจึงใส เราสามารถนำไปใช้ชำระล้างสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ แต่ไม่ควรนำไปดื่ม เพราะไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค

    *** เราสามารถทดสอบความโปร่งใสของน้ำได้ง่าย ๆ โดยการนำน้ำใส่ขวดใส ๆ หรือแก้วใส แล้วนำไปวางทับข้อความในหนังสือ สังเกตตัวหนังสือโดยมองจากด้านบน ถ้าเห็นตัวหนังสือชัดเจ แสดงว่า น้ำมีความโปร่งใสมาก
    2)  การต้ม ความร้อนขณะน้ำเดือดจะมีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำลายเชื่อโรค การต้มจึงเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวก ทำให้สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย
    3)   การใส่คลอรีน คลอรีนเป็นสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยใช้ในอัตราส่วนคลอรีนผง 1/2 ช้อนชา ต่อน้ำ 10 ปี๊บ ทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที จึงนำไปใช้ได้
    4)  การกรอง เป็นวิธีการแยกสารที่ไม่ละลายน้ำออกจากน้ำ น้ำที่ได้จะใส แต่อาจมีเชื้อโรคเจือปนอยู่ จึงไม่ควรนำมาใช้ดื่ม เราสามารถทำเครื่องกรองน้ำอย่างง่ายโดยใช้วัสดุธรรมชาติมาบรรจุเป็นชั้น ๆ ดังนี้
          ปัจจุบันมีเครื่องกรองน้ำสำเร็จรูปจำหน่ายมากมาย ซึ่งเครื่องกรองน้ำเหล่านี้จะมีขั้นตอนของการฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนั้น น้ำที่ได้จากการกรองด้วยเครื่องกรองสำเร็จรูปที่มีการฆ่าเชื้อโรค จึงสามารถนำมาดื่มได้อย่างปลอดภัย

    5)  การกลั่น เป็นวิธีการปรับปรุงน้ำที่ดีที่สุด โดยการทำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอ แล้วให้ไอน้ำผ่านความเย็นกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ น้ำที่ได้จะสะอาดปราศจากเชื้อโรค และสิ่งเจือปนต่าง ๆ แต่วิธีนี้จะสิ้นเปลือง และค่าใช้จ่ายสูง




    การรักษาคุณภาพของแหล่งน้ำ
    เราควรช่วยกันรักษาคุณภาพของแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีคุณภาพดีตลอดไปด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น
    1)    ไม่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงสู่แม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย สกปรก และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคต่าง ๆ
    2)  ทุกคนในชุมชนควรช่วยกันตรวจตรา ดูแลการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าพบเห็นว่ามีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
    3)   เก็บวัชพืชที่เกิดขึ้นในน้ำไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้พืชใต้น้ำไม่ได้รับแสงอาทิตย์ จึงไม่สร้างออกซิเจน ซึ่งจะทำให้น้ำเน่าเสียได้

    การเคลื่อนที่ของอากาศ
    เมื่ออากาศได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จึงเกิดการขยายตัว และลอยตัวสูงขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของอากาศบริเวณนี้ลดลง อากาศในบริเวณใกล้เคียงที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า และมีความหนาแน่นมากกว่า จึงเคลื่อนที่เข้ามาแทนที่ เราเรียกการเคลื่อนที่ของอากาศว่า การเกิดลม

    การเกิดลมบก
    ในเวลากลางคืน อากาศเหนือพื้นน้ำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นดินจึงลอยตัวสูงขึ้นทำให้ความหนาแน่นของอากาบริเวณนี้ลดลง อากาศเหนือพื้นดินซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า และมีความหนาแน่นมากกว่าจึงเคลื่อนเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอากาศบริเวณพื้นดินไปยังพื้นน้ำเรียกว่า เกิดลมบก พัดจากบกไปทะเล ชาวประมงอาศัยลมบกออกเรือไปหาปลา




    การเกิดลมทะเล
    ในเวลากลางวัน อากาศเหนือพื้นดินจะมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นน้ำ จึงลอยตัวสูงขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของอากาศบริเวณนี้ลดลง อากาศเหนือพื้นน้ำ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำหว่า และมีความหนาแน่นมากกว่า จึงเคลื่อนที่เข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอากาศบริเวณพื้นน้ำยังพื้นดินเรียกว่า เกิดลมทะเล พัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่ง ชาวประมงจะอาศัยลมทะเลในการนำเรือกลับเข้าฝั่ง